大蒜 นินนิคุ หรือ กระเทียม 2

หนังสือ ‘ตำนานอาหารญี่ปุ่น’ เรื่องราวที่เขียน ไม่ใช่หนังสือทำอาหาร แต่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ‘วัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น’ หรือที่เรียกว่า วัฒนธรรม  ‘食文化’  หรือ โชะคุ บุงคะ  (โชะคุ คือ การกิน บุงคะ คือ วัฒนธรรม)    หนังสือเล่มนี้พิมพ์สี่สีเป็นเล่มแรกที่ทางสำนักพิมพ์ลงทุนพิมพ์ และได้รับค่าสปอนเซอร์ส่วนหนึ่ง ในการพิมพ์จาก โฆษณาปกหลังของ Thai Skylark Group     หนังสือเล่มนี้ จึงเหลือเพียงสองเล่มที่เก็บไว้กับตัวเอง เพราะหนังสือแบบนี้ เพื่อนๆเห็น ขอฟรีไปเรียบร้อยแล้ว    ตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะพิมพ์มาประมาณแปดปีกว่าแล้ว ไว้จะค่อยๆเอามาพิมพ์ให้อ่าน   […]

大蒜 นินนิคุ หรือ กระเทียม 1

大蒜 นินนิคุ หรือ กระเทียม ความเหนียวและความทนทานของกระเทียม     ตัวอักษรคันจิปัจจุบันที่ใช้กับกระเทียม  大蒜 หรือ นินนิคุ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเครื่องปรุงอาหารเช่นเดียวกับขิง ในสมัยก่อนจะเขียนด้วยตัวอักษรคันจิ 蒜  อ่านว่า ฮิรุ ปรากฎเป็นครั้งแรกในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ชื่อ ‘โคะจิคิ’*1 โดยบันทึก ไว้ว่า ลูกชายของจักรพรรดิ์ ยะมะโตะทะเคะรุใช้กลิ่นกระเทียมล้มกวางที่ขวางทางได้สำเร็จ ทำให้รู้ว่าเมื่อ 1300 กว่าปีที่แล้ว กระเทียมเป็นที่รู้จักกันแล้วในญี่ปุ่น จากบันทึกพบว่าคำว่า นินนิคุ หรือ กระเทียมมีความหมายว่า ‘อดทนต่อความยากลำบากและอุปสรรคนานัปประการ’ ตลอดจนส่ิงที่อาจก่อให้เกิดความอับอายได้ในขณะที่บำเพ็ญภาวนา       รากศัพท์ของกระเทียมที่ใช้ในศาสนาพุทธก็คือ 忍辱 นินนิคุ ซึ่งหมายถึง ‘อดทน ต่อความยากลำบากและความอับอายต่างๆ’ การที่ใช้กระเทียม ในความหมายที่ว่านี้ เพราะ กระเทียมมีกลิ่นแรงแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเสมือนยารักษาโรคที่มีประโยชน์ที่คนต้องทน ใช้แม้แต่เสาหินข้างๆทางเข้าประตูวัด เซนเดะระ จะเขียนประกาศไว้ว่า ‘คนที่กินเหล้าหรือกินอะไร ที่มีกลิ่นแรง ห้ามเหยียบเข้าธรณีวัด’ การที่เขียนประกาศไว้อย่างนั้นก็เพื่อเตือนให้คนรู้ว่าเมื่อเวลา ที่คนดื่มส่ิ่งมึนเมาเข้าไปในร่างกายความประพฤติของคนนั้นจะหละหลวม ส่วนเครื่องเทศ หรือ สิ่งที่ส่งกลิ่นฉุนแรงทุกชนิด รวมทั้งกระเทียมกลิ่นฉุนจะทำให้พระที่ฝึกบำเพ็ญภาวนาเสียสมาธิ คำสอนที่ว่านี้ซึมซับเข้าไปในจิตสำนึกของคนญี่ปุ่นเป็นเวลาช้านาน จากคำสอนนี้เองทำให้ คนญี่ปุ่นเลี่ยงไม่กิน หรือใช้ […]

อนุทินรัก สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (ตอนจบ)

ศาสนาพุทธนิกายเทนดะอิ และชินงง กล่าวว่า “ผู้หญิงต้องทนทรมานกับบาปดั้งเดิมและอุปสรรคกีดขวาง 5 ประการ (โงะโซ) ซึงกีดขวางทำให้ผู้หญิงไม่อาจหลุดพ้นจากบ่วงกรรม และไปเกิดใหม่ได้ สิ่งที่ผู้หญิงพอจะมีหวังก็คือ การไปเกิดใหม่เป็นผู้ชายเท่านั้น“ ( “Women in Changing Japan, pp.3,5,7.) ทางด้านศาสนา ผู้หญิงถูกดูถูกกดขี่เห็นว่าเป็นสิ่งที่เลวทรามที่ทำให้ผู้ชายไม่อาจไปเกิดใหม่ แม้ว่าใน พระราชบัญญัติไทโฮ ปี ค.ศ. 70 และพระราชบัญญัติโยโรในปี ค. ศ.718 จะมีการระบุห้ามสามี มีภรรยา (ถูกต้องตามกฏหมาย) ได้เกินหนึ่งคน และผู้หญิงยังได้รับการคุ้มครองทางด้านสิทธิจากกฏหมายในสมัยนั้น […]

อนุทินรัก สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (6)

แต่สำหรับผู้เขียน “อนุทิน คะเงะโร”นั้น เธอมีความแตกต่างจากผู้หญิงอื่นอย่างเด่นชัดที่ว่า เธอไม่พอใจ ในสภาพชีวิตและการแต่งงานของเธอ เธอจึงเขียนความรู้สึกที่เธอไม่พอใจต่างๆในอนุทินของเธอ ซึ่งคิดว่าชีวิตของผู้หญิงคนอื่นๆในสมัยนั้น ก็คงไม่ได้แตกต่างจากเธอมากนัก เพียงแต่ว่า ผู้หญิงคนอื่นไม่ได้กล่าวถึงจุดเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมมากมายเท่าเธอ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากความรู้สึกส่วนตัวของเธอเองที่ว่า เธอถูกพ่อแม่บีบบังคับให้แต่งงานกับชายที่เธอไม่ชอบ ไม่ได้รัก และทำให้เธอมีบทบาทจำกัดเพียงแค่อยู่แต่ในที่พักของเธอเองเท่านั้น จึงทำให้ความรู้สึกที่เธอเขียนในอนุทินเต็มไปด้วยความเศร้า และเกลียดชังชีวิตของเธอเอง ถ้าจะพูดถึงจุดนี้ ศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อก็มีส่วนทำให้ฐานะของผู้หญิงในสมัยเฮอังด้อยกว่าผู้ชายอย่างมากทีเดียว ความนึกคิดของขงจื้อเกี่ยวกับฐานะที่ต่ำต้อยของผู้หญิงมีบันทึกใน “ชิทซึเคียว”(ข้ออ้าง 7 ประการ) ที่บันทึกไว้ว่า ผู้ชายขอหย่ากับผู้หญิงได้ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในบทบัญญัติสมัยศตวรรษที่ 8 และมีผลใช้ในพระราชบัญญัติไทโฮและเรื่อยมา ข้ออ้าง 7 […]

อนุทินรัก สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (3)

ทั้งที่เป็นอนุทินที่มีผู้อ่านมากมาย และมีชื่อเสียงติดอันดับเป็นวรรณกรรมคลาสิกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ ผู้เขียนอนุทินนี้ คือใคร เพราะในสมัยเฮอัง เป็นสมัยที่แม้แต่เรื่องของคนธรรมดาสามัญก็ยังไม่มีให้สามัญชนได้อ่านกัน เรื่องที่อ่านๆกันในสมัยนั้น มักจะเป็นเรื่องราวที่เขียนโดยชนชั้นสูง สมัยเฮอังเป็นสมัยที่คนภายนอกไม่อาจรู้ได้ว่า โลกของชนชั้นสูงในสมัยนั้นเป็นอย่างไร สมัยเฮอังเป็นสมัยที่เรารู้จักแต่ละคนจากตำแหน่งที่ได้รับ เพราะสมัยนั้นญี่ปุ่นรับเอาระบบตำแหน่งต่างๆจากมีผลทำให้เรารู้จักแต่ตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคน แทนที่จะรู้จักว่าคนๆนั้นชื่ออะไร และเป็นใคร แม้แต่นางสนมในวังก็ตาม สมัยเฮอังจึงเป็นสมัยแห่งความพิศวง น่าสนใจ น่าศึกษา น่าค้นคว้าอย่างยิ่ง อนุทิน คะเงะโร ผู้เขียนอนุทิน คะเงะโร เป็นที่รู้จักดีในฐานะที่เป็นแม่ของมิทซิทซึนะ อนุทินนี้เป็นเรื่องที่เธอเขียนสะท้อนให้เราเห็นชีวิตสาวในวังในสมัยเฮอังของเธอเอง ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับสมัยเก่าของญี่ปุ่น ในสมัยนั้นคนที่จะขีดเขียนได้ […]

ladies in waiting Heian 2012

“อนุทินรัก” สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (1)

สวัสดีค่ะ ทุกคนที่แวะเข้ามาในโรงเรียนเด็กวัดปรียา หรือ เทะระโคะยะ เขียนโดย    ปรียา อิงคาภิรมย์     ตามคำเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา และคนทั่วไปที่แวะเข้าไปเว็บเก่าของโรงเรียน Japaneseisfun.com ที่หายไปทั้งโรงเรียน มีนักศึกษาที่เรียนภาษาญี่ปุ่น และสนใจอยากเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม และวรรณกรรมญี่ปุ่นจำนวนหลายหมื่นคน ตอนนี้ดิฉันพยายามสละเวลาเข้ามาเขียนและเอาเนื้อหาที่คิดว่ามีสาระ และความรู้มาใส่ในโรงเรียนเด็กวัดปรียา สำหรับคนที่สนใจ อยากแสวงหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เกร็ดความรู้ทั่วไป บทความนี้ดิฉันเขียนเมื่อ เดือน เมษายนปี พ.ศ.2532( เพียงแค่ 30ปี ที่แล้ว!) […]

ajisai 6 250pt

日本語学習体験:プリヤーさんの日本語とわたし この20年

日本語学習体験談 プリヤーさんの 日本語とわたし この 20 年 ครั้งแรกในชีวิตเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่ได้ยลโฉม ดอกซากุระ ในโตเกียว ดินแดนแห่งความฝันที่อยากไปเรียนต่อ   タイのプリヤーさんは、大学に入って初めて日本語を学びました。そのときの日本語の印象はどうだったのでしょうか。文章はすべてご本人の書いたままです。 わたしから見た日本語とは何か わたしは高校までに学校では英語とフランス語を外国語として習ってきましたし、父の話す中国語の一方言である潮州語を耳から覚えて家で使っていはいましたが、それほど困難さを感じたことはありませんでした。アルファベットはフランス語に共通でしたし、潮州語は小さい時から生活の中で自然に覚えたものでした。ところが、日本語の場合は、それまで習った外国語と違って、アルファベットも使わず、日本独特の文字をつかい、それも、ひらがな、カタカナ、漢字という三種類の文字を同時に覚えなければならないので、まず、頭を抱えてしまいました。加えて、日本語は、タイ語、中国語あるいは英語とは文法構造については全然似ていないので、上達するのは容易なことではないという気持ちになりました。 たとえば、「わたしは ごはんをたべる」は、次のようになることがわかったのです。   S+O+V S +V+O 日本語 Japanese タイ語 Thai 中国語Chinese 英語 English   わたしは ごはんを たべる。   ฉัน กิน ข้าว   我食飯   […]

sea without people 1 BHH2013

ทะเลไร้ผู้คน–ดะเระโมะ อินะอิ อุมิ –เหงา และอ้างว้าง (1)

สวัสดี ทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยือน โรงเรียนเด็กวัดปรียา หรือ เทะระโคะยะ ดิฉันขอทำการบ้านที่มีน้องๆเข้าไปในโรงเรียนเด็กวัดปรียา และอยากให้ช่วยแปลเนื้อร้องของเพลง ‘ทะเลไร้ผู้คน’ หรือ “ดะเระโมะ อินะอิ อุมิ” ที่ดิฉันเคยโพสในโรงเรียนของเรา แต่ตอนนี้ ทุกอย่างที่มีในโรงเรียนเด็กวัดปรียา หายหมดเกลี้ยง อยู่กับธรรมชาติ และอยู่กับทะเล เดินชายหาด  เป็นความสุขเล็กๆน้อยที่มักถูกมองข้าม เลยต้องค่อยๆ เอาเรื่องที่เคยเขียน หรือเรื่องใหม่ๆที่อยากจะเขียน มาโพสให้ทุกท่านที่เข้ามาโรงเรียนเด็กวัดปรียา จะได้เรียน ได้ความรู้ และฟังเพลงนี้ เพื่อเตือนความทรงจำที่ดีในอดีต ตามคำขอของ นก […]

ใครอยากรู้สาเหตุ–โรคขาดวิตามิน “ส” (4)

“สิ่งที่ขาด และพร่องในตัวนักศึกษา” จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาที่รักความก้าวหน้าและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นักศึกษาเอง เมื่อดิฉันให้คำแนะนำอะไรไป นักศึกษาเองจะพยายามนำไปคิดต่อ ก่อให้เกิดความรู้สึกกดดัน กลัดกลุ้มใจ ที่นักศึกษาเองสารภาพว่าพยายามจะใช้หัวคิดเท่าไรตามที่ดิฉันแนะนำไป แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าควร จะทำอย่างไรดี เพราะไม่เคยถูกสอนให้รู้จักคิดเองอย่างจริงจังนั่นเอง เราคงไม่ปฎิเสธว่า จากการเรียนการสอนในบ้านเราตั้งแต่เด็กเราไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักคิดเอง หรือเมื่อไม่เข้าใจ เราก็ไม่มีวิธีการหรือมีการสนับสนุนให้นักเรียนมีความกล้าที่จะถามครูผู้สอน ดังนั้นการที่จะบอกให้นักเรียน และนักศึกษาไปคิดเองและเรียนเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นประเด็นที่ดิฉันต้องเก็บมาคิดต่อ ดิฉันใช้เวลาสังเกต รวบรวมข้อมูลและใช้เวลาพูดคุยกับนักศึกษา เพื่อที่จะสาเหตุว่าอะไร คือสิ่งที่ขาดหรือพร่องในตัวนักศึกษาเพื่อจะได้นำไปใช้แก้ไขปรับปรุงได้บ้าง จากการพูดคุยกับนักศึกษา ดิฉันเริ่มเห็นสิ่งที่ขาดในตัวนักศึกษาอย่างมาก นับตั้งแต่ การที่นักศึกษาขาดการสังเกต และขาดความสนใจ เป็นต้น สิ่งที่ขาดหายไปในตัวนักศึกษาไทยนั้น […]

ใครอยากรู้สาเหตุ– โรคขาดวิตามิน “ส” (3)

ดิฉันสนใจและอยากแสวงหาคำตอบที่ว่า ทำไมนิสิตและนักศึกษาไทยที่อยากเรียนต่อได้ปริญญาโทและเอก หรือนักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่อในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าระยะสั้นหรือยาว ทั้งที่เป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีมาก ทำไมจึง “เรียนเอง คิดเองและทำอะไรเองไม่เป็น และไม่ค่อยมีความคิดที่สร้างสรรค์” อะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้นิสิตนักศึกษาไทยส่วนมากออกมาในรูปลักษณะที่ว่านี้ ดิฉันขอเขียนจากมุมมองที่ตัวเองเคยเป็นนักเรียนและนักศึกษาไทยคนหนึ่งที่ผ่านระบบการศึกษาในประเทศไทย ญี่ปุ่น และอเมริกามาก่อน และมีโอกาสคลุกคลีกับนักศึกษาไทย และญี่ปุ่นเพื่อที่จะค้นหาคำตอบในการที่จะแก้ปัญหาที่ว่านี้ “จุดมุ่งหมายของการเรียน” จากประสบการณ์การสอนนักศึกษาไทยไม่มีอะไรที่ยากและลำบากเท่ากับการที่จะสอนให้นักศึกษาไทย “รู้จักคิด และกล้าตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง” ทุกครั้งที่ถามนักศึกษาไทยว่า ทำไมจึงเลือกเรียนทางด้านนี้ เรียนจบแล้วจะนำความรู้ที่เรียนไปทำอะไรในอนาคต คำตอบที่ออกมาจะคล้ายกันมากก็คือ “ยังไม่รู้ ยังไม่ได้คิด” สรุปง่ายๆก็คือ เรียนจบแล้ว จะเอาความรู้ไปทำอะไรได้บ้างนั้นไม่สำคัญเท่ากับการที่ ไปเรียนเพื่อให้ได้ใบปริญญาบัตร หรือดีกรีไวกลับไปอวดคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องว่า ตัวเองเรียนสำเร็จได้ปริญญาจากเมืองนอกหรือเป็นนักเรียนจบจากเมืองนอกก็พอแล้ว ค่านิยมที่ว่านี้ยังใช้ได้ดีในบ้านเรา “ใบปริญญากันหมากัด” […]