125087

ขอถามความในใจ ริคิว (จบ)

แม้จะรู้ว่าเป็นวันสุดท้ายก็ตาม ฉากสำคัญอีกฉากหนึ่งในหนังที่สร้างได้ประทับใจมากอีกฉากก็คือ ฉากที่ ฮิเดะโยะไปงานเทศกาลพิธีการชงชาที่เขาให้จัดขึ้น เขาได้เห็นผู้คนมากมาย เขาตกใจมากเมื่อเห็น ชาวบ้านต่างพากันไปแย่งดูพิธีชงชาของพระริคิว ฉากที่ฮิเดะโยะชิ ไปเห็นสภาพความเป็นจริงและความยิ่งใหญ่ของพระริคิว ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งพระริคิวเคยช่วยชีวิตของเขาไว้ จากการถูกประหารชีวิตโดยโอะดะ ฮิเดะโยะชิย่อมเคารพและนับถือพระริคิว แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ความเป็นตัวตนของพระริคิวนั้น ยิ่งวันยิ่งใหญ่และมีอำนาจ แข่งบารมีกับ         ฮิเดะโยะชิ และยิ่งวันพระริคิว ก็เป็นที่รู้จักของคนมากขึ้นทุกที ขนาดที่ทางวัดและประชาชนร่วมกันสร้างรูปปั้นให้พระริคิวเป็นที่ระลึก พอฮิเดะโยะชิไปเห็นรูปปั้นของพระริคิวที่ยืนอยู่ และมองลงมาข้างล่างในวัด ฮิเดะโยะชิเกิด ความรู้สึกหวาดกลัวว่า ถ้าเขาปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ สักวันพระริคิวจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ ความรู้สึกอิจฉาคงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น พอฮิเดะโยะชิไปถึงสถานที่ที่พระริคิว กำลังสาธิตพิธีการชงชา […]

images

ขอถามความในใจ ริคิว(3)

คิดถึงอดีตสมัยเด็ก พอพระริคิวออกไปแล้ว ฮิเดะโยะชิ นั่งมองข้าวเดือยในชาม และบ๊วยเค็มดอง (umeboshi)หนึ่งลูกที่พระ   ริคิวให้มา แล้วก็ยกชามข้าวเดือยขึ้นพลุ้ยกินด้วยความเอร็ดอร่อย จนหมดเกลี้ยง หลังจากที่ ฮิเดะโยะชิกินข้าวเสร็จแล้ว พระริคิวก็เข้าไปนั่งในห้องพิธีชงชา โดยที่พระริคิวนั่งตรงข้ามกับ    ฮิเดะโยะชิ …. ฮิเดะโยะชิถามพระริคิวว่า “ข้าวเดือยที่ยกมาให้กิน ท่านคงเห็นว่า ข้าฯมีกำเนิดมาจากตระกูลชาวนาที่ต่ำต้อย ยากจนใช่ไหม” หลังจากถามคำถามพระริคิวแล้ว ฮิเดะโยะชิก็ยังอยู่ในสภาพอารมณ์ที่ว่า ข้าวเดือยที่พระริคิวให้เขากินชามนั้น ทำให้เขาหวนระลึกถึงสมัยตอนที่เขาเป็นเด็กยากจน ฮิเดะโยะชิ เล่าให้พระริคิวฟังว่า “ตอนที่ข้าฯยังเป็นเด็ก แม้ว่าครอบครัวจะยากจน แต่เราก็มีชีวิตสบาย พอตกกลางคืน […]

ขอถามความในใจ ริคิว (1)

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน ใครที่สนใจญี่ปุ่น และอยากรู้เรื่องญี่ปุ่น เชิญเลยค่ะ บทความนี้เคยเขียนใน คุยกับวินทร์ หรือ คุณ วินทร์ เลียววารินทร์ นักเขียนซีไรท์สองครั้งและศิลปินแห่งชาติ วันนี้ ขอแวะเข้ามาเขียน เกร็ดความรู้และความประทับใจที่เก็บตก เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ฮิเดะโยะชิ แลพระริคิว ที่ได้จากการบันทึกในประวัติศาสตร์ และจากหนังเรื่อง “ริคิว นิ ทะซึเนะ โยะ”(利休にたずねよ) หรือ ชื่อเรื่องว่า“ขอถาม(ความในใจ) ริคิว ความรู้พื้นฐาน ก่อนอ่าน สำหรับคนที่ไม่รู้หรือยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของฮิเดะโยะชิ โทะโยะโทะมิ […]

bashoo no ki

กวีชื่อดัง มะทซึโอะ บะโช 芭蕉松尾 (จบ

จากบทกวีนี้ เราคงจะเห็นได้ว่า เขามีความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจที่แน่นแฟ้น ตลอดจนความรู้สึกร่วมกับต้นกล้วยซึ่งปลูกไว้หน้ากระท่อมของเขา คงเป็นเสมือนเพื่อนคนเดียวของเขาในคืนฝนตก คนที่ไปมาหาสู่เขา ส่วนใหญ่คงจะมองเห็นต้นกล้วย เพราะปลูกสูงโด่เด่อยู่หน้ากระท่อม คนที่ไปมาหาสู่เขาคงมองว่า ต้นกล้วยนั้นก็คงเป็นเพียงต้นกล้วยธรรมดาต้นหนึ่งเท่านั้น บางคนอาจจะเห็นความผูกพันที่เขามีต่อต้นกล้วยที่ปลูกหน้ากระท่อมของเขาว่าคงไม่ใช่ต้นกล้วยธรรมดา หลังจากที่เขาย้ายเข้าไปอยู่ในกระท่อมหลังนั้น คนที่ไปมาหาสู่บะโช จะเรียกว่า ‘กระท่อม’แต่พอเห็นว่าบะโชมีความผูกพัน และรักต้นกล้วยต้นนั้นอย่างมาก คนที่ไปมาหาสู่ก็เลยตั้งชื่อกระท่อมหรือบ้านพักของเขา เวลาที่พูดถึงกระท่อมของเขาว่า  บะโช 芭蕉ばしょう หรือ ‘ต้นกล้วย’ จากนั้นมา คนที่ไปมาหาสู่แทนที่จะเรียกว่า ‘กระท่อม’กลับเปลี่ยนไปใช้ชื่ออาจารย์ที่สอนบทกวีให้พวกเขาว่า ‘อาจารย์ บะโช’หรือ ‘อาจารย์ต้นกล้วย’ นั่นเอง ซึ่งบะโช เองก็ไม่ปฏิเสธเวลาที่คนเรียกเขาจากชื่อเล่นนี้ เพราะตัวเขาเองก็มีใจรักผูกพันกับต้นกล้วยต้นนั้นอย่างมาก จากนั้นมาชื่อ  บะโช 芭蕉ばしょう  จึงเป็นไม่ใช่เป็นเพียงชื่อของ กระท่อมที่มีต้นกล้วยเท่านั้น แต่ยังเป็นชื่อเล่นของเขาอีกด้วย […]

wabi sabi sept252020

วะบิ ซะบิ แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต เขียนโดย เบท เคมตัน (จบ)

เบท เคมป์ตัน บอกว่า วะบิ ซะบิ มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน เพราะมันคือธรรมชาติของชีวิต และโดยส่วนตัว ผมคิดว่าชีวิตจะเริ่มเปิดให้ระบบนี้ทำงาน เมื่อเราอยู่กับมันมานานพอ ข้อดีของการมีอายุมากขึ้น นอกจากกินของขมอร่อยขึ้นแล้ว คือเราจะรู้สึกถึงวะบิ ซะบิได้บ่อยขึ้นด้วย มันทำให้เราสงบลงและอ่อนไหวขึ้น สองสิ่งนี้ฟังดูเหมือนสวนทางกันแต่จริง ๆ แล้วมันจับมือกันไปด้วยดี เพราะเมื่อเรายิ่งอ่อนไหวเราจะยิ่งจำเป็นต้องหาทางรับมือกับความรู้สึกที่ท่วมท้นนั้น เราจึงต้องพัฒนาความเข้าใจโลกภายนอก และการยอมรับโลกภายในให้มากขึ้น แล้วมันก็ทำให้เราสงบสุขได้กับทุกสภาพการณ์ที่เข้ามากระทบ หนังสือเล่มนี้จึงน่าจะเหมาะกับบริบททางสังคมตอนนี้ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าจะไม่เป็ฯไปดั่งใจเราแน่ ๆ แล้วโลกธุรกิจกำลังพลิกผัน เพราะถูกเทคโนโลยีดิสรัปชั่นอย่างรุนแรง สภาพเศรษฐกิจและสังคมกำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและโรคระบาด พวกเราในฐานะปัจเจกกำลังตกตะลึง ประหวั่นพรั่นพรึงกับสภาพการณ์สับสนอลหม่าน จะหนีหรือสู้ […]

คะรุเตะ

ญี่ปุ่น: กรอบเหล็กที่ไม่ยืดหยุ่น

กรอบเหล็กที่ไม่ยืดหยุ่น (ราคาแน่นอนตายตัว) ความรู้ทั่วไปที่คิดว่าสำคัญสำหรับคนที่ไปเรียน ไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ว่าระยะสั้นหรือยาว ก็คือ เมื่อไปถึงญี่ปุ่น ทุกคนจะต้องออกไปหาซื้อของใช้ต่างๆ ในโตเกียวสำหรับคนที่อยากซื้อกล้องดิจิตอล วีดีโอ หรือ เครื่องไฟฟ้าต่างๆแถวชินจุคุ หรือแถวอะคิฮะบะระ อาจจะต่อราคาได้บ้าง เพราะแถวนั้นจะมีร้านค้ามากมายที่ขายเครื่องไฟฟ้า กล้อง และคอมพิวเตอร์ต่างๆ ดังนั้น เขาจะต่อสู้ราคากันอย่างมากเพื่อเรียกลูกค้า คนขายในร้านพวกนี้จะมีเครื่องคิดเลข เวลาที่เราถามราคา คนขายจะคิดราคาอีกครั้งจากเครื่องคิดเลข ในกรณีที่ ทางร้านพอจะลดราคาให้ได้บ้าง เราอาจจะพูดขอคนขายว่า มะเคะเตะ คุเระ มะเซงคะ หรืออาจจะพูดให้สุภาพกว่านี้ เผื่อคนขายจะใจอ่อนลดราคาให้อีกหน่อย เช่น […]

หนังสือ ภาพริมสระน้ำ (ตอนจบ)

ตอนดึก หลังจากที่ลูกนอนหลับไปแล้ว สามีเธอดื่มวิสกี้ไปพลางเล่าเรื่องให้เธอฟังว่า ในตึกของบริษัทที่ทำงานอยู่นั้น ข้างๆลิฟต์ของแต่ละชั้นจะมีช่องให้ส่งจดหมายช่องว่างที่ว่านี้ มีลักษณะเป็นช่องว่างสี่เหลี่ยมยาวจากชั้นหนึ่งจนถึงชั้นเก้า ส่วนที่หันเข้าหาทางเดินนั้น จะทำทะลุลงมาให้เห็นจดหมายที่หล่นลงมาได้จากข้างนอก ครั้งก่อนตอนที่เดินผ่านตรงนั้น ผมจะเห็นซองสีขาวหล่นลงมา จดหมายจะหล่นลงมาถึงพื้นโดยผ่านช่องว่างระหว่างเพดานและทางเดินโดยไม่เกิดเสียง บางครั้งผมจะเห็นจดหมายหล่นติดต่อกันลงมา และหล่นเลยช่องว่างไปก็มี ทางเดินของตึกนี้ จะมืดเป็นพิเศษ เวลาที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น อยู่ดีๆจะเห็นอะไรขาวๆหล่นลงมา ผมจะใจหายวูบ จะบอกว่าความรู้สึกที่ว่านั้นเป็นยังไงดีนะ มันไม่ต่างอะไรกับวิญญาณที่เหงาหงอยยังไงชอบกล พอผมเดินห่างจากทางเดินไปเพียงก้าวเดียว ผมจะเห็นโลกมนุษย์ของเรา ที่เราจะประมาทหรือพลั้งเผลอไม่ได้แม้แต่น้อย ไม่ว่าห้องไหนจะเห็นคนแน่นเอี๊ยดไปหมด ถ้าผมหลุดจากห้องนั้น เพื่อไปห้องน้ำคนเดียว ในระหว่างเดินกลับไปที่ห้อง จะเกิดความรู้สึกเหมือนที่ผมว่านี้ ตอนเช้ามีบางครั้งที่ผมต้องไปบริษัทเช้ากว่าปกติด้วยเรื่องงาน ผมมองไปรอบๆห้องทำงานที่ยังไม่มีใครมา […]

หนังสือ ภาพริมสระน้ำ 1

ภาพริมสระน้ำ       ในสระว่ายน้ำนักกีฬาว่ายน้ำกำลังพุ่งโถมตัวอย่างสุดแรง รอบสุดท้ายของการแข่งขัน เพื่อเข้าสู่หลักชัย ร่างนักกีฬาว่ายน้ำหญิงผิวสีแทนกระโจนลงในสระน้ำคนแล้วคนเล่า ตามด้วยเสียงไล่หลังของโค้ช นักกีฬาว่ายน้ำหญิงคนหนึ่ง พอเธอปีนขึ้นมาถึงแท่นสตาร์ท อยู่ดีดีหัวเธอทิ่มลงในสระน้ำ แผ่นหลังกระแทกกับผิวน้ำ ท่าทางอาการคงหนักเอาการ เพราะเธอหายใจไม่ออก ในขณะเดียวกัน ก็มีรถไฟขบวนหนึ่งค่อยๆวิ่งอ้อมผ่านอีกด้านหนึ่งของสระว่ายน้ำ ผู้โดยสารที่กำลังยืนจับราวกันอยู่ในรถไฟก็คือ พนักงานกินเงินเดือน หรือที่เรียกว่า ‘ซะระริมัง’  ในภาษาญี่ปุ่นที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน สายตาของพวกพนักงานที่อยู่ในรถไฟ มองข้ามตัวโรงเรียนไป จะเห็นภาพของพวกนักกีฬาว่ายน้ำหญิงบนพื้นคอนกรีต และภาพสีฟ้าอ่อนของน้ำที่มีอยู่เต็มสระน้ำที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆโดยไม่ได้ตั้งใจ ภาพที่ว่านี้อาจจะช่วยปลอบประโลมจิตใจของพวกคนงานที่เหนื่อยล้าจนแทบจะหมดเรี่ยวแรง เพราะความร้อนของอากาศ หน้าร้อน ตลอดจนความยากลำบากนานัปการที่พวกเขาแบกรับอยู่ ได้ชั่วครู่ชั่วยามก็ว่าได้ มีชายรูปร่างสูงคนหนึ่งกำลังยืนดู […]

อนุทินรัก สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (ตอนจบ)

ศาสนาพุทธนิกายเทนดะอิ และชินงง กล่าวว่า “ผู้หญิงต้องทนทรมานกับบาปดั้งเดิมและอุปสรรคกีดขวาง 5 ประการ (โงะโซ) ซึงกีดขวางทำให้ผู้หญิงไม่อาจหลุดพ้นจากบ่วงกรรม และไปเกิดใหม่ได้ สิ่งที่ผู้หญิงพอจะมีหวังก็คือ การไปเกิดใหม่เป็นผู้ชายเท่านั้น“ ( “Women in Changing Japan, pp.3,5,7.) ทางด้านศาสนา ผู้หญิงถูกดูถูกกดขี่เห็นว่าเป็นสิ่งที่เลวทรามที่ทำให้ผู้ชายไม่อาจไปเกิดใหม่ แม้ว่าใน พระราชบัญญัติไทโฮ ปี ค.ศ. 70 และพระราชบัญญัติโยโรในปี ค. ศ.718 จะมีการระบุห้ามสามี มีภรรยา (ถูกต้องตามกฏหมาย) ได้เกินหนึ่งคน และผู้หญิงยังได้รับการคุ้มครองทางด้านสิทธิจากกฏหมายในสมัยนั้น […]

อนุทินรัก สมัยเฮอังของญี่ปุ่น (6)

แต่สำหรับผู้เขียน “อนุทิน คะเงะโร”นั้น เธอมีความแตกต่างจากผู้หญิงอื่นอย่างเด่นชัดที่ว่า เธอไม่พอใจ ในสภาพชีวิตและการแต่งงานของเธอ เธอจึงเขียนความรู้สึกที่เธอไม่พอใจต่างๆในอนุทินของเธอ ซึ่งคิดว่าชีวิตของผู้หญิงคนอื่นๆในสมัยนั้น ก็คงไม่ได้แตกต่างจากเธอมากนัก เพียงแต่ว่า ผู้หญิงคนอื่นไม่ได้กล่าวถึงจุดเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมมากมายเท่าเธอ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากความรู้สึกส่วนตัวของเธอเองที่ว่า เธอถูกพ่อแม่บีบบังคับให้แต่งงานกับชายที่เธอไม่ชอบ ไม่ได้รัก และทำให้เธอมีบทบาทจำกัดเพียงแค่อยู่แต่ในที่พักของเธอเองเท่านั้น จึงทำให้ความรู้สึกที่เธอเขียนในอนุทินเต็มไปด้วยความเศร้า และเกลียดชังชีวิตของเธอเอง ถ้าจะพูดถึงจุดนี้ ศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อก็มีส่วนทำให้ฐานะของผู้หญิงในสมัยเฮอังด้อยกว่าผู้ชายอย่างมากทีเดียว ความนึกคิดของขงจื้อเกี่ยวกับฐานะที่ต่ำต้อยของผู้หญิงมีบันทึกใน “ชิทซึเคียว”(ข้ออ้าง 7 ประการ) ที่บันทึกไว้ว่า ผู้ชายขอหย่ากับผู้หญิงได้ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในบทบัญญัติสมัยศตวรรษที่ 8 และมีผลใช้ในพระราชบัญญัติไทโฮและเรื่อยมา ข้ออ้าง 7 […]