โอวาทธรรมคำสอน ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

All about books, Thailand, คำสอน, วัฒนธรรม ความเชื่อ, ศาสนา, หนังสือ

สวัสดีทุกคนที่แวะเข้ามาในโรงเรียนเด็กวัดปรียา

วันนี้ ขอนำเอาโอวาทที่เพื่อนคนหนึ่งโพสให้อ่าน เห็นมีความรู้ก็เลยเอามาโพสให้ทุกคนได้อ่านกัน

ดอกบัวสีชมพู

วิ่งโดยไม่มีเส้นชัย

คนที่ยืดหยุ่น ปรับตนเอง ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เรียกได้ว่า…เป็นผู้ที่มีศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต หรือเรียกว่าเป็นคนที่มี*สติ*

คนที่สามารถรับ หรือไม่หวั่นไหวกับเรื่องราวที่เข้ามากระทบ เรียกว่าเป็นคนที่มี*สัมปชัญญะ*พร้อม

และคนที่รับมือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ อย่างไม่ทุกข์ร้อน เรียกว่าเป็นคนที่มี*ปัญญา*

คน…ที่ใครเข้าหาก็มีความสุข ไปพบหาใคร

ก็ไม่ก่อความเดือดร้อน หรือทุกข์ใจให้ผู้อื่นนั้น…เป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญมาก

บุคคล…หรือคนเหล่านี้จะใช้ สถานการณ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับชีวิตที่ตนใช้อยู่ ไม่ก่อภาระให้คนอื่น เดือดร้อน รำคาญ หรือเป็นผู้ที่เรียกร้อง เอาจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาให้ทำตามความต้องการของตนเอง จนก่อเกิดให้ทั้งตนเอง และผู้อื่นมีความทุกข์

ชีวิตที่น่ายินดี และรื่นรมย์นั้น เราคือผู้จัดสรรด้วยตัวเรา ตามสภาพจริงๆที่เราเป็นอยู่ โดยไม่ต้องไปเป็นเหมือนใคร

ไม่มีใครต้องเหมือนใครถึงจะมีความสุขได้ เรามีแบบฉบับของเราที่จะทำมันขึ้นมาให้ดีๆ ให้รื่นรมย์  ไม่ต้อง หรือเหมือนดาราคนใด หรือเหมือนผู้ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดังท่านไหนๆ หรือร่ำรวย เหมือนใครๆ เราถึงจะมีความสุข ได้…

คนส่วนมากมักจะคิดว่า ฉันต้องมีอันนั้นก่อน อันนี้ก่อน หรือต้องเป็นแบบนั้น หรือแบบนี้ หรือต้องเป็นอย่างคนนั้น คนนี้ก่อน ถึงจะมีความสุขได้ จึงทำให้ละเลยโอกาสดีๆที่ตนเองกำลังมีความสุข ในปัจจุบันขณะไปอย่างน่าเสียดายที่สุด…

*ความสุขอันแสนประณีตอย่างเช่น การได้นั่งลงภาวนาสักชั่วโมง การได้อยู่คนเดียวเงียบๆสักครั้งเพื่อเห็นความคิดตนเองจิตใจตนเอง ทบทวนตนเอง หรือได้สวดมนต์สักหน่อย การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาบุคคลอันเป็นที่รัก หรือการอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงกัลยาณมิตรที่ดี ที่มีปัญญา หรือความสุขในการที่ยังมีลมหายใจอยู่ ความสุขในการมีสุขภาพที่ดี

ความสุขในการได้นั่งลงจิบชาสักแก้ว ชาที่ไม่ต้องแสวงหา หรือใช้เงินทองให้มากมาย ชาจากสวนครัวของเรา อย่างเช่น ต้มน้ำตะไคร้ ต้มน้ำใบเตย หอมๆ มานั่งจิบๆอุ่นๆ หรือเย็นๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความสุข ความสุข ในแบบฉบับของเรา

*คนเราต้องการความสุข แต่เราส่วนมากก็เสาะแสวงหาความทุกข์มาร้อยรัด ทั้งกายทั้งใจตนเอง เสมอ เพราะมองออกไปแต่ข้างนอกหนึ่ง เพราะชอบเปรียบเทียบอีกหนึ่ง ถ้าเราเปรียบสูงเราก็ย่อมเห็นต่ำ เปรียบดำก็เห็นขาว จึงละเลยความสำคัญ และความสุขแบบธรรมดาๆ แบบที่เราเป็นอยู่ มีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการที่ต้องมีให้ครบ และต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้เสียก่อน ถึงจะมีความสุขมันไม่มีทางเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้…

เลยทำให้มองไม่ออก ดูไม่เห็นว่าตนกำลังขาด ขาดเป็นอย่างมากทางด้าน *ปัญญา*จึงก่อปัญหาให้ตนเอง ก่อให้เป็นผู้เสพติดต่อความอยาก ที่เมื่อไม่ได้อย่างที่ตนต้องการก็ร้อนเร่า รุ่มร้อน จึงต้องวิ่งๆอยู่ตลอดเวลา เพื่อเสพ เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาเสพ แล้วก็ยังต้องได้เสพสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาอีกด้วย

เพราะสิ่งที่ได้มาเดี๋ยวก็เก่า หมดความตื่นเต้นไป ต้องหาอะไรๆใหม่ๆมาเสพ บำรุงบำเรอตนเอง อย่างที่ต้องการอยู่เสมอๆ จึงเพิ่มทุกข์ในใจโดยไม่มีทางหยุดหย่อน เพราะต้องการความสุขแบบพิเศษนั่นเอง จึงต้องออกวิ่งๆ และวิ่งไปไม่มีที่สิ้นสุด…

 

การวิ่งโดยไม่มีเส้นชัย และไร้ที่สิ้นสุด

คือการวิ่ง ในสังสารวัฏ

เราต้องรับผิดชอบ…ในสิ่งที่ตนก่อและกระทำ เราหยิบยื่นอะไรให้ตนเองเราก็รับสิ่งนั้น เราจึงต้องรู้จักตนเองให้ถ่องแท้ก่อน เข้าใจตนเองเสียก่อนว่าเราเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขผ่าตัดตนเองเสีย

*หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านได้ให้โอวาทธรรมได้อย่างลึกซึ้งและแยบคายว่า…

ถ้าท่านรู้สึกตัวว่าท่านเป็นทุกข์

*ถ้าเป็นทุกข์…จงเข้าใจว่า เหตุของทุกข์อยู่ที่ตัวของท่านเอง จงอย่าพยายามดับทุกข์จากภายนอก แต่จงดับมันจากจากภายใน คือที่ตัวของท่านเอง โดยทำตนเป็นคนฉลาดในเหตุผล พยายามคิดค้นหาเหตุของความทุกข์ด้วยตนเอง ก็จักพบเหตุ เมื่อพบแล้ว*อย่ารัก หรืออาลัยมัน*จงรีบตัดออกไปเสีย ความทุกข์จักหายไปจากตัวท่านได้ ด้วยปัญญาของท่านเอง…

อ้างอิงโอวาทธรรมคำสอน

ของหลวงพ่อปํญญานันทภิกขุ

จากหนังสือเปลี่ยนเรื่องความจริงสี่ประการ

Leave a Reply