好きです。You are in my heart

Japan, Japan and culture, Japanese is fun, poet, Terakoya, The world and everything

สวัสดีค่ะ ทุกคนที่แวะเข้ามาในโรงเรียนเด็กวัดปรียา

  วันนี้ขอแวะเข้ามาเล่าเรื่องคำสองคำที่ได้จากที่มีโพสให้อ่านกัน คำจีน สองคำนี้ คนญี่ปุ่นไม่นำมาใช้ในภาษาญี่ปุ่น แต่แค่ดูทีเดียวก็เข้าใจความหมายที่นักประพันธ์หญิงต้องการสื่อให้แก่หนุ่ม คือมีคน สองคน แล้วก็ หัวใจ อยู่ข้างล่าง ก็คือ ในคนหนึ่งคน มีหัวใจเดียว แต่ตัวคันจิหรือตัวอักษรจีนตัวนี้ มีตัวจีน ซึ่งคือ คน 人 หนึ่งคน และคนอีกหนึ่งคน  人 ข้างล่าง  คือ 心 หัวใจ เพียงแค่เห็นก็เข้าใจว่า จดหมายรักเธอก็คือ ในหัวใจของคุณที่มีอีกคน คนนั้นคือใครเอ่ย บอกหน่อยได้มั้ย
ส่วนนักประพันธ์หนุ่มก็ตอบว่า หนิน ในภาษาจีน ซึ่งเป็นว่า เธอ แต่ในรูปคำยกย่อง แต่ในภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช้คำจีนนี้ในภาษาญี่ปุ่น anata ที่เป็นว่า เธอ เหมือนกัน แต่คำว่า เธอ นี้ ไม่ได้เป็นเพียง เธอ ทั่วๆไป แต่ เธอ ใช้กับคนที่เป็นคู่รัก สาวจะเรียกแฟนว่า อะนะตะ หรือ แต่งงานแล้ว ก็จะเรียกสามีว่า อะนะตะ ดังนั้น คำนี้ ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า you แล้วไปใช้เรียกอีกฝ่าย จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ คนที่ไม่รู้จักกัน บางครั้ง คนญี่ปุ่น ไม่รู้จะเรียกคนที่ไม่รู้จักว่า อะนะตะ あなた、どこからきたのเธอ หรือ คุณมาจากไหนกัน  ฟังแล้ว ไม่ค่อยจะสุภาพ ยิ่งถ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายพิเศษ ก็จะไม่ใช้ คำนี้ จะใช้ เรียกจากชื่อ เช่น ยะมะดะ ซัง คุณ ยะมะดะ จึงเป็นเรื่องที่แปลกมาก ทั้งที่ คันจิ หรือตัวอักษรจีน สองตัวนี้ ไม่ใช่ หรือไม่มีในภาษาญี่ปุ่นที่ คนญี่ปุ่น เอาตัวคันจิมาดัดแปลงใช้กันก็ตาม แต่ตัวคันจิ สื่อความหมาย ได้ดียิ่งกว่า คำพูดมากมาย
มีคำที่ในภาษาญี่ปุ่น ดัดแปลงมาใช้ แต่ในภาษาจีน กลับไม่ใช้ก็มีเช่น uchi e kaeri masu ka 家へ帰りますか。 帰 ในภาษาจีนไม่มี เพราะตอนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ถามคุณพ่อว่า แปลว่า อะไร คำตอบคือ ไม่มีใช้ในภาษาจีน
อีกคำเช่น 峠 tooge จุดที่สูงที่สุด คือ มีทั้งภเขา 山 บน 上 ล่าง 下 ในภาษาญี่ปุ่น ขึ้นๆลงๆตามภูเขา จากล่างสุดไปข้างบนสุด ก็เลยเป็นที่มาของ จุดที่สูงที่สุด หรือ สันเขา แม้ตัวเองจะไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนตอนเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ในสมัยก่อน ตัวอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น ต้องเขียนเต็ม ไม่ใช้ย่อแบบภาษาจีนในปัจจุบัน จากการที่ไม่มีย่อตัวคันจิ จึงทำให้ลำบากในการจดจำ ต้องหัดเขียนบ่อยๆ แต่พอุุเรียนจบจากมธ ไปญี่ปุ่น ก็เริ่มเรียนคันจิเองใหม่ด้วยการเรียนประวัติตัวอักษรคันจิ จากการเรียนและค้นคว้าใหม่ทำให้ พบว่า ตัวอักษรคันจิ แม้จะยาก แต่ให้ความหมาย น่าสนใจมาก ดังนัน เวลาที่สอนคันจิในภาษาญี่ปุ่นแก่นักศึกษาไม่ว่าไทย หรือต่างชาติ จะไม่สอนนักศึกษาให้ท่องจำคำว่า คันจิแต่ละตัวมีกี่เส้น เพราะน่าเบื่อ ทรมานมาก เพราะไม่มีหลักอะไรให้จำได้ แต่จะใช้วิธอเล่าประวัติของคันจิแต่ละคำแล้วก็มาประยุกต์ ทำเป็นเรื่องราวของแต่ละตัวว่า คนจิตัวนั้น เกิดจากอะไรมาประกอบกัน แล้วถึงจะให้นักเรียนประกอบกันเป็นตัวคันจิ เช่น  onna 女 แปลว่าผู้หญิง  พอเอา ผู้หญิง 女 และ เด็ก 子มารวมกัน ก็จะกลายเป็น suki 好き แปลว่า ชอบ แต่คนญี่ปุ่น จะไม่ใช่คำว่า ai 愛 ที่แปลว่า รัก แต่จะใช้คำว่า suki 好き ในความหมายว่า ผมรักคุณ แต่จะไม่ใช้ 愛しいる แบบในภาษาอังกฤษ เพราะมันคงจะตรงเกินไป ประเจิดประเจ้อ และเขิน เพราะเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งจะคล้ายกับคนอังกฤษเก่าในสมัยก่อน กว่าจะบอกรักใครสักคน จะไม่สารภาพตรงๆ หรือ จะขอแต่งงานกับสาว ก็จะพูดอ้อมค้อม ต้องคุยเรื่องโน้นนี้จน คนที่เป็นต่างชาติ เวลาญี่ปุ่นสมัยก่อน บอกรัก หรือคนอังกฤษบอกรัก คนฟังถ้าเป็นต่างชาติ จะไม่รู้ว่า จะบอกอะไรเรา ดังนั้น I love you จึงเป็นคำแปล มากกว่า คำพูดที่คนญี่ปุ่นในชีวิตจริงๆจะใช้พูดกับแฟนที่ตัวเองรักและชอบ

Leave a Reply