ajisai 3 august272013

Ikigai ของคนญี่ปุ่น–ปูชนียบุคคลของญี่ปุ่น (1)

All about books, All about Japanese, Japan and culture, Japanese, Japanese is fun, ชีวิตในญี่ปุ่น, วัฒนธรรม ความเชื่อ

สวัสดีเพื่อนๆทุกคน

วันนี้เป็น วัน ‘สุข’ มีความสุขกับการนั่งขีดเขียน เก็บ กักตัวเองอย่างเต็มใจเพื่อ ตัวเอง เพื่อสังคม และชาติของเราเอง
บทความที่จะอ่านกันนี้ เขียนเมื่อ 6-06-2017 ในเว็บไซด์ของ วินทร์ เลี้ยววารินทร์ ศิลปินแห่งชาติสองสมัย มาแล้ว
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2017 มีโอกาสแวะเข้าไปคุยกับคุณวินทร์ ในหัวข้อ “แวะเข้ามาคุย” สืบเนื่องจากการอ่าน เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ที่คุณ วินทร์ เขียนไว้น่าสนใจมาก เกี่ยวกับ Ikigai ‘อิคิ งะอิ’ 生き甲斐ของญี่ปุ่น
หลังจากอ่านเรื่องที่คุณ วินทร์ เขียนเกี่ยวกับ เรื่อง Ikigai ‘อิคิ งะอิ’ พออ่านจบ เหมือนใครปลุกตัวเองจากอดีตที่ผ่านไปนานปี ทำให้เกิดเป็นบทความนี้ที่จะนำมาให้เพื่อนๆอ่านอีกครั้ง ยามที่เราต่างมีเวลาอยู่บ้านกันเพราะโควิด
อดีตเรื่อง ‘อิคิ งะอิ’ ที่เป็นของมีค่าหรือสมบัติชิ้นสำคัญที่ตัวเองได้รับจากญี่ปุ่นและรักษาหวงแหนอย่างยิ่งมาจนทุกวันนี้ ความรู้ที่จากเรื่องราวที่ตัวเองได้อ่าน ได้พบ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนญี่ปุ่น และได้เห็นการใช้ชีวิตของบุคคลในสาขาต่างๆที่ทำงานทุกอย่าง ด้วยความรักและทุ่มเทของคนญี่ปุ่นที่ได้พบ ได้สัมผัส ได้อ่านเรื่องราวของเขาเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็น คนทำพู่กัน คนปลูกต้นบงซะอิ ที่ทำให้คนญี่ปุ่นได้ใช้ ได้ชมเครื่องจักสานต่างๆ หรือถ้วยชาม เป็นต้น ทุกอย่างที่เห็น ล้วนเป็นงานฝีมือ ตลอดจนการปั้นถ้วยชามที่มีโอกาสไปดูด้วยตาตัวเอง ดูแล้ว อดทึ่งในความรักและการทุ่มเทของแต่ละท่านในแต่ละสาขาอาชีพอย่างมากไม่ได้ ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจ และเกิดความสงสัยว่า ทำไม คนญี่ปุ่นทำอะไรจึงทุ่มเท ละเอียด ประณีต และทำงานทุกชิ้นออกมาได้อย่างสวยงามขนาดนั้น
คำตอบที่ได้จาก การที่เขาเหล่านั้นทำงานอย่างมีฝีมือ ภาคภูมิใจในงานแต่ละอย่าง แต่ละชิ้นที่ผลิดออกมาสู่สายตาคนทั่วไป เป็นผลงานที่ตัวเขาเหล่านั้นยอมทุ่มเทเวลา ชีวิตจิตใจ ทำออกมา ก็เพราะเขาเหล่านั้นมี Ikigai ‘อิคิ งะอิ’ 生き甲斐นั่นเอง
ตามที่ได้เขียนออกตัวไว้ชัดเจนว่า เรื่องต่างๆที่เขียนในหนังสือ “มองแดนซากุระ” นั้น เป็นเรื่องที่เขียนในสมัยสาวๆที่ยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์กลีย์ คาลิฟอร์เนีย
การเป็นนักศึกษาปริญญาเอก หรือกระเหรี่ยงเรียนจบจากเมืองไทยและจบจากญี่ปุ่น แค่จะเรียนให้ทันเพื่อนอเมริกัน ก็หืดขึ้นคอแล้ว เพราะวันๆต้องไปเข้าห้องบรรยาย เข้าห้องเรียน กลับบ้านก็ต้องอ่านหนังสือ เตรียมบทเรียน เตรียมสอบ แทบโงหัวไม่ขึ้น
แต่อาจจะเป็นเพราะความบ้า หรือ เพราะ ‘อิคิ งะอิ’ ที่ได้รับมรดกตกทอดจากญี่ปุ่นก็เป็นได้ แม้แต่ตอนนี้ ก็ไม่อาจตอบตัวเองได้ เพราะว่า ในสมัยที่เรียนที่อเมริกา ไม่ว่าในชีวิตนักศึกษาปริญญาเอก จะต้องเรียนหนัก ใช้เวลากับเวลาเรียนอย่างมาก
ไม่ว่าจะลำบากหรือเรียนยากแค่ไหน ก็ยังต้องดิ้นรน แบ่งเวลาไปเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ไทย “ประชามติ” หนังสือพิมพ์ไทย ที่ตีพิมพ์ให้คนไทยในอเมริกาอ่านกัน เดือนละสองครั้ง โดยที่ได้รับการทาบทาม และเขียนให้หนังสือพิมพ์ประชามติ ฟรี ด้วยการใช้นามปากกาตอนนั้นว่า “ปลิขิต” ให้ได้
จากวันนั้นจนวันนี้ เวลาผ่านไปแล้ว 41 ปี หลังจากเจียดเวลาจากการเรียนมาเขียนบทความให้คนไทยในอเมริกาอ่านเพื่อต้องการให้คนไทยได้รู้จักญี่ปุ่นที่ตัวเองไปเรียนไปสัมผัสม ตัวเองก็ยังอดดีใจไม่ได้ที่ทำได้และยังมีเรื่องราวที่ตัวเองเขียน ทำให้ให้มีโอกาสอ่านซ้ำสิ่งที่ตัวเองเขียนอีกครั้ง เมื่อสมัยสาวๆเป็นนักศึกษาที่อเมริกา ต้องขอสารภาพว่า ตัวเองแทบจะจำไม่ได้ว่า เขียนเรื่องที่ว่านี้ออกมาได้อย่างไรกัน! ไม่งั้น เรื่องนี้ก็คงไม่มีโอกาสเอามาให้อ่านกันอีก
ดังนั้น บทความนี้ ก่อนที่เพื่อนๆจะอ่าน คงต้องขอให้เพื่อนๆทุกคน หมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปในสมัยที่ผู้เขียนเรื่องนี้ ในขณะที่ปูชนียบุคคล ยังมีชีวิตและยังมีบทบาทในญี่ปุ่น แต่ละท่านที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘ปูชนียบุคคลของญี่ปุ่น’ เวลาผ่านไป 41 ปี ท่านที่ตัวเองเขียนถึงในบทความนี้ ตอนนี้ท่านทั้งหลายคงจากโลกใบน้อยๆนี้ไปแล้ว แต่ท่านทั้งหลายต่างได้ทิ้งคุณค่าผลงานและสิ่งที่มีค่าให้คนรุ่นต่อไปได้หยิบนำมาใช้เป็นอาวุธแห่งชีวิตต่อไปไม่ได้สูญหาย หรือตายจากไปจากโลกนี้แม้แต่น้อย
คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่มีโอกาสไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ไม่งั้นคงไม่ได้สมบัติชิ้นสำคัญที่ว่านี้แน่นอน แม้จะเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่ง หาได้เป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็ยังอดดีใจและตื้นตันใจ ที่มีโอกาสได้รับความรู้ เก็บ เกี่ยว ความคิด และคุณค่าการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าของคนญี่ปุ่น เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจ และพยายามใช้ชีวิตให้สมกับที่มีโอกาสและมีคุณค่าเกิดมาเป็นมนุษย์ในโลกใบนี้
(มีต่อ)

Leave a Reply