wabi sabi sept252020

วะบิ ซะบิ แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต เขียนโดย เบท เคมตัน (1)

All about books, All about Japanese, England, Japan and culture, Japanese is fun, journey, Terakoya, United Kingdom, writer, ความหมายของคำ, คำสอน, ชีวิตในญี่ปุ่น, วัฒนธรรม ความเชื่อ

ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ คุณ smptong ที่เขียนย่อเรื่องราวเกี่ยวกับ วะบิ ซะบิ: แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ในเว็บไซด์ของคุณ วินทร์ เลียวาริณ เห็นว่าน่าสนใจมาก ก็เลยขอเอามาให้ โรงเรียน เด็กวัดปรียา ได้อ่านกัน โดยจะขอตัดตอนให้สั้นลง เพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้น ด้วยความบังเอิญ ดิฉันเองก็กำลังอ่านหนังสือ ชื่อ เรื่อง “wabi sabi” โดย   Beth Kempton เช่นกัน  อ่านแล้วติดใจมาก เพราะทำให้ดิฉันคิดถึงตัวเองตอนที่ไปญี่ปุ่นใหม่ๆ และผู้เขียนหนังสือก็ใช้เวลาและชีวิตกับการใช้ชีวิตเรียน และทำงานพอๆกันคือ ยี่สิบปี

ขอขอบคุณ คุณ smptong สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจ และขอนำเนื้อหาที่ คุณ smptong เขียนในคอลัมน์  คุยกับ วินทร์ มาให้ทุกคนได้อ่านกัน

ผมเคยสรุปย่อหนังสือเกี่ยวกับวะบิ ซะบิก่อนหน้านี้ เขียนโดย Leonard Koren แปลโดย สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี ไม่นานมานี้เจอหนังสือเกี่ยวกับวะบิ ซะบิเช่นกันชื่อว่าวะบิ ซะบิ: แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตเขียนโดย Beth Kempton ผมมิบังอาจวิพากษ์ว่าเล่มใดดีกว่ากัน คิดว่าการได้อ่านหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่มเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกันมากกว่า ทำให้ความเข้าใจเลือนรางมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น…

บางส่วนจากคำนำผู้แปล วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

          เคยมีคนบอกว่า หนังสือแนวพัฒนาตัวเองทั้งโลกหล้า ล้วนสามารถสรุปรวมเนื้อหาแบ่งออกเป็นสองแนวทาง แนวทางแรกคือกระตุ้นเร้าให้ลงมือทำโดยบอกว่า “คุณทำได้” และแนวทางที่สอง คือการปลอบโยนให้คุณ “มีความสุขกับสิ่งที่เป็น”
หลังจากติดตามอ่านหนังสือเหล่านี้มานาน และทำงานแปลออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ผมเองเห็นด้วยว่าถ้าเราสรุปอย่างหลวม ๆ มันก็เป็นจริงตามนั้น อย่างเช่น หนังสือของไบรอัน เทรซี Just Shut Up and Do it และ Bull’s-Eye: The Power of Focus ก็เน้นไปในแนวทางแรก ขณะที่หนังสือ The Little Book of Ikigai ของ เคน โมงิ และ Kintsugi ของ โทนาส นาวาร์โร เน้นไปในแนวทางที่สอง
หนังสือแต่ละเล่ม แต่ละแนว มีความเหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิตของผู้คน และแต่ละบริบททางสังคม มันให้ประโยชน์แตกต่างกันไปตามสภาพการณ์
มาในพักหลัง ๆ แนวทางที่ผมสนใจ ส่วนใหญ่เป็ฯหนังสืออย่างอิคิไกและคินสึงิ มันทำให้รู้สึกสบายใจ และพึงพอใจอยู่ลึก ๆ และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จนผมอยากหยิบยกขึ้นมาอธิบายต่อไป คือมันมีบางช่วงบางตอนในหนังสือเหล่านี้ที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง…
จนเมื่อบรรณาธิการส่งหนังสือเล่มใหม่ของ เบท เคมป์ตัน มาให้ลองอ่าน ผมก็เลยดีใจอย่างยิ่ง ที่ในที่สุดก็มีเธอคนนี้มาช่วยแจกแจงความรู้สึกนี้ออกมา ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียะและปรัชญาแบบญี่ปุ่น แม้เรื่องราวของมันจะต้องอธิบายกันยาว ๆ จนกลายเป็นได้หนังสือทั้งเล่ม แต่ผมคิดว่ามีความจำเป็น
คล้ายกับหนังสืออิคิไกและคินสึงิ ที่ผมแปลมาก่อนหน้านี้ “วะบิ ซะบิ” แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต” เล่มนี้ คือการอธิบายแนวความคิดนามธรรม เป็นบรรยากาศที่ล่องลอยอยู่รอบตัว มันมีอยู่จริง แต่ส่วนใหญ่เรามองผ่าน มันผ่านเข้ามาในใจเพียงแวบ ๆ และเราได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากมัน
มันจึงยิ่งมีประโยชน์มากกว่าการเป็นแค่แรงบันดาลใจ ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อหยิบจับนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง เบท เคมป์ตัน ช่วยเราทำเช่นนั้น ด้วยความที่เธอเป็นคุณแม่ยังสาว ชาวอังกฤษ เธอนำปรัชญาตะวันออกมารวมกับจิตวิญญาณแบบตะวันตก เธอนำเรื่องนามธรรมของวะบิ ซะบิ มาประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน
การจัดบ้าน การบริหารเงิน ความรักความสัมพันธ์สุขภาพและใจ ฯลฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกของการทำงานที่ต้องรีบเร่งและประชันขันแข่ง เธอพยายามผสาน ทั้งสองแนวทางของหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ให้มีทั้งการปลอบโยนให้เราผ่อนคลายจากความคาดหวัง แล้วจึงกระตุ้นเร้าให้เราค่อย ๆ เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ด้วยใจพอเพียง
ถ้าลองนำแนวคิดทั้งหลายหลากมาวางเทียบกัน จะพบว่าอิคิไก คือ why มันช่วยตั้งคำถามเรื่องเหตุผลและความหมายของชีวิต ส่วนคินสึงิ คือ how มันประยุกต์วิธีซ่อมถ้วยกระเบื้องแตกหัก ให้มาเป็นวิธีฟื้นฟูเยียวยาหัวใจที่แหลกสลายขณะที่วะบิ ซะบิ คือหนังภาคศูนย์ หรือ prequel ที่ช่วยอธิบายความรู้สึกภายในใจลึก ๆ ของเราที่มีต่อสรรพสิ่งรอบตัวอันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามเรื่อง why และ how ดังกล่าวในลำดับต่อไป

Leave a Reply