คะรุเตะ

ญี่ปุ่น: กรอบเหล็กที่ไม่ยืดหยุ่น

All about books, All about Japanese, and culture, Japanese is fun, journey, Terakoya, Travel, ชีวิตในญี่ปุ่น, หนังสือ

กรอบเหล็กที่ไม่ยืดหยุ่น (ราคาแน่นอนตายตัว)

ความรู้ทั่วไปที่คิดว่าสำคัญสำหรับคนที่ไปเรียน ไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ว่าระยะสั้นหรือยาว ก็คือ เมื่อไปถึงญี่ปุ่น ทุกคนจะต้องออกไปหาซื้อของใช้ต่างๆ ในโตเกียวสำหรับคนที่อยากซื้อกล้องดิจิตอล วีดีโอ หรือ เครื่องไฟฟ้าต่างๆแถวชินจุคุ หรือแถวอะคิฮะบะระ อาจจะต่อราคาได้บ้าง เพราะแถวนั้นจะมีร้านค้ามากมายที่ขายเครื่องไฟฟ้า กล้อง และคอมพิวเตอร์ต่างๆ ดังนั้น เขาจะต่อสู้ราคากันอย่างมากเพื่อเรียกลูกค้า คนขายในร้านพวกนี้จะมีเครื่องคิดเลข เวลาที่เราถามราคา คนขายจะคิดราคาอีกครั้งจากเครื่องคิดเลข ในกรณีที่ ทางร้านพอจะลดราคาให้ได้บ้าง เราอาจจะพูดขอคนขายว่า มะเคะเตะ คุเระ มะเซงคะ หรืออาจจะพูดให้สุภาพกว่านี้ เผื่อคนขายจะใจอ่อนลดราคาให้อีกหน่อย เช่น มะเคะเตะ คุดะซะอิ มะเซง คะ หรือ ซุโคะชิ ยะซุคุ ชิเตะ คุเระมะเซง คะ หรือ สุภาพกว่านี้อีกหน่อยก็จะเป็น ซุโคะชิ ยะซุคุ ชิเตะ คุดะซะอิ มะเซง คะ สำนวนทั้งหมดที่ยกมานี้ล้วนมีความหมายว่า ‘ลดราคาให้หน่อยได้ไหมคะ/ครับ’

ถ้าสินค้าบางรุ่นเป็นรุ่นเก่า คนขายอาจจะลดให้อีกหน่อยก็ได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด ควรจะแวะดูหลาย ๆ ร้าน สมมติว่าจะซื้อกล้อง หรือคอมพิวเตอร์ ควรจะไปดูตามร้านต่างๆแล้วจดเบอร์ จะได้รู้ว่ารุ่นไหน เพื่อเอาไปเทียบราคากับร้านอื่น บางครั้งสินค้าเหมือนกันราคาอาจจะต่างกันถึงสองสามพันเยนก็มี แต่สีอาจจะต่างกันบ้าง หรือไม่มีสีให้เลือก ทางร้านก็เลยขายราคาถูกให้เป็นพิเศษก็มี

เครื่องไฟฟ้าในญี่ปุ่น เวลาที่เราตกลงใจที่จะซื้อ คนขายจะเอาสินค้าที่ใส่เรียบร้อยแล้วในกล่องมาให้ ไม่มีการแกะสินค้าในกล่องให้เราดูเพื่อความแน่ใจแบบเมืองไทย ถ้าแกะออกจากกล่องที่เขาใส่ให้เรียบร้อย หรือแกะถุงพลาสติกที่ห่อสินค้าออกมา ในญี่ปุ่น ถือว่าสินค้านั้นเป็นของที่ใช้แล้ว

คนไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกอึดอัด ถ้าไม่ได้ตรวจดูของที่จะซื้อในกล่องด้วยตาตัวเอง เพราะไม่ใช่ของถูกๆ แต่ในญี่ปุ่นคนไม่นิยมทำกัน เพราะญี่ปุ่นมีระบบคิวซีที่ดีมาก เท่าที่อาศัยอยู่ยี่สิบกว่าปี ไม่เคยมีปัญหาว่าสินค้าที่บรรจุกล่องมีปัญหาหรือชิ้นส่วนไม่ครบ หรือแตกหักมีตำหนิแบบในบ้านเรา หรือในอเมริกา เพราะญี่ปุ่นเน้นเรื่องคุณภาพและสินค้าทุกชิ้นที่วางขายในญี่ปุ่นจะผ่านคิวซีมาแล้วอย่างดี เชื่อใจได้ไม่ต้องเป็นห่วง

สินค้าที่มีเพียงชิ้นเดียว

บางครั้งในร้านจะมีสินค้าประเภทเหลือชิ้นสุดท้ายที่วางโชว์ไว้ขาย แต่อยู่ในสภาพที่ดี ในกรณีที่ว่านี้ สินค้านั้น ราคาจะถูกกว่าสินค้าที่บรรจุใส่ในกล่องเรียบร้อยแล้ว เพราะสินค้านั้นลูกค้าอาจจะทดลองกดดูกล้อง หรือเอามือจับดูตัวกล้องกันแล้วนั่นเอง ในญี่ปุ่นถือว่าสินค้านั้นไม่ใช่ของใหม่เหมือนที่แพ็คใส่ในกล่องพลาสติก แต่ก็ไม่ใช่ของเก่าที่ใช้แล้ว ถือว่าเป็นสินค้าที่มีไว้โชว์และเป็นชิ้นสุดท้าย

ดิฉันเคยซื้อของที่เขามีชิ้นเดียวบ่อยๆ เพราะราคาจะถูกกว่าสินค้าที่ใส่ในกล่องเรียบร้อย และคุ้มเงินดี ทางร้านอาจจะเพิ่งแกะออกมาไม่กี่ชั่วโมง หรือวันสองวัน ซึ่งไม่ได้เก่าหรือเสียหายอะไร สินค้าที่ว่านี้บางทีถูกกว่าเป็นหมื่นเยนก็มี เช่น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เคยซื้อมาแล้ว ราคาถูกมาก ถ้าเป็นสินค้าที่มีโชว์ไว้ขายและมีเพียงชิ้นเดียว

ดิฉันเคยซื้อทีวีที่มีรอยขีด แทบจะไม่เห็นรอยเลยเพราะอยู่หลังทีวี คนขายจะซื่อสัตย์และบอกลูกค้าว่า ทีวีนี้มีตำหนิ ถ้าพอใจเขาก็จะขายให้ในราคาลดพิเศษ ขนาดคนขายบอกว่ามีรอย ยังต้องมองหาอยู่ตั้งนานจึงจะเห็น คนญี่ปุ่นเขาจะขายสินค้าที่มีตำหนิให้ลูกค้าโดยไม่บอกลูกค้าไม่ได้เพราะเสียชื่อร้าน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเคารพในความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้า

แต่โดยทั่วไปของที่ซื้อจากร้านญี่ปุ่นโดยเฉพาะพวกเครื่องไฟฟ้า ซื้อแล้วจะไปขอเปลี่ยนค่อนข้างยาก ผิดกับเสื้อผ้า บางครั้งขนาดใหญ่ไป เล็กไป หรืออาจจะมีการผิดพลาดเรื่องคิวซี ก็พอมีบ้าง แต่พวกเครื่องไฟฟ้าต่างๆ คิวซีดีมาก และอีกอย่างนโยบายทางร้านก็คือ ซื้อแล้วซื้อเลยเพราะไม่มีปัญหา เขารับรองได้ ไม่เหมือนในอเมริกา เครื่องไฟฟ้าที่ขายในอเมริกา ซื้อและจ่ายเงินแล้ว เอาไปใช้แล้วเกิดไม่ชอบใจ เอาไปเปลี่ยนได้ภายใน 1 เดือน

แต่เวลาเอาไปเปลี่ยนจะต้องมีใบเสร็จ  ดังนั้นการซื้อของไม่ว่าอะไร โดยเฉพาะเครื่องไฟฟ้าในอเมริกา จึงต้องระวังมากกว่าเวลาที่ซื้อในญี่ปุ่น เพราะสินค้าที่ซื้อมาบางครั้ง ข้างในน๊อตไม่ครบบ้าง หรือหล่นหายบ้าง หรือไม่อาจจะหักตั้งแต่เวลาแพ็คก็มี แต่ระบบการซื้อขายในอเมริกาก็ยุติธรรมดี เพราะร้านส่วนใหญ่เขาจะมีนโยบายรับคืน และในบางกรณี เกิดซื้อของอะไรเกินจำนวนความต้องการ เอาไปคืนก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร

จึงอยากให้ผู้อ่านเข้าใจกฎเกณฑ์ก่อนที่จะไปซื้อของในญี่ปุ่น และพยายามทำใจก่อนไปซื้อว่า ในญี่ปุ่นไม่ว่าที่ไหนส่วนใหญ่จะไม่มีการลดราคา เพราะถ้าคิดว่าจะขอต่อราคาตามห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านที่เขา่ติดราคาแน่นอน คนขายคงจะตกอกตกใจว่าทำไมมาขอต่อราคา เพราะไม่มีใครทำกัน

แต่อาจจะมีบางแห่งในโตเกียว เช่น ที่ตลาด อะเมะโยะโคะ แถวอุเอะโนะ ซึ่งเป็นที่ขายปลาสด ของแห้ง และอะไรมากมาย เป็นที่ๆคนต่างชาติชอบไปหาซื้อของถูก พวกนักเรียนอิสลามที่กินเนื้อธรรมดาไม่ได้จะไปหาซื้อเนื้อที่อะเมะโยะโคะ เพราะจะมีร้านที่ขายเนื้อที่คนนับถืออิสลามกินได้ นอกจากนั้น ที่ร้านพวกนี้ คนขายจะตะโกนเสียงดังเรียกลูกค้า เช่น เน ทซัง (พี่ หรือ เจ๊) หรือ โอะโจซัง (คุณหนู) อะไรทำนองนี้ และตะโกนบอกลูกค้าว่า ปลาราคา 1,000 เยน ลดกระหน่ำเหลือ 8,00 เยน เข้ามาซื้อเร็วๆ ส่งเสียงดังหนวกหู ซึ่งไม่ใช่ทุกที่ในญี่ปุ่นจะขายลดราคาแบบนี้

ในกรณีที่เราจะไปซื้อของและจะขอต่อราคาเพราะซื้อจำนวนมากและไปซื้อร้านขายส่งแบบจะเอาไปขายเมืองไทย ทางร้านขายส่งอาจจะลดราคาให้บ้าง ถ้าเขาเห็นว่าซื้อจำนวนมาก แต่ตามธรรมดาไม่ว่าจะซื้ออะไรที่ไหน ไม่ว่าร้านเล็ก หรือร้านสรรพสินค้า เขาจะติดราคาไว้แน่นอนไม่มีการขอให้เขาลดราคา

ที่น่าแปลกแต่ก็เป็นเรื่องจริงก็คือ แม้ว่าในภาษาญี่ปุ่นจะมีสำนวนเกี่ยวกับการขอลดราคาหลายสำนวน แต่ในชีวิตประจำวันจริงๆในญี่ปุ่นที่อยู่มายี่สิบกว่าปี แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้สำนวนที่ว่านี้เลย ซึ่งก็แปลกดี เพราะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างสังคมญี่ปุ่นที่กฎเกณฑ์ก็คือ กฎที่ต้องรักษา เหมือนกรอบเหล็กไม่ยืดหยุ่น ไม่เหมือนของบ้านเรากรอบยาง ต่อราคาได้ต่อราคาดีแบบบ้านเรา จนไม่รู้ว่า บางครั้งราคาจริงๆควรจะเท่าไรจึงจะเหมาะสม

 

Leave a Reply