เรื่องราว ทฤษฎี เบื้องหลัง ความเป็นมาของการเปิดประเทศ กึ่งเปิดกึ่งปิด

Terakoya, Thailand, United Kingdom, USA

เรื่องราว ทฤษฎี และความเป็นมาของการเปิดประเทศ กึ่งเปิดกึ่งปิด

สืบเนื่องจาก กราฟ When will Covid -19 end?  Data Driven Prediction ที่ทางสิงค์โปร์ ทำอย่างละเอียด ที่ตั้มเปรม นำมาให้พวกเราได้ดูกัน เป็นการคาดเดาว่า ทุกประเทศที่มีข้อมูล เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส โควิด-19  จะคาดเดาได้ว่า โควิด-19 จะสิ้นสุดวันไหน เดือนไหน ตามหัวข้อที่ตั้งมาให้ดูจากในกราฟ       พอดูที่ ประเทศไทย เราจะจัดการกับโควิดได้ 97%  ในวันที่ 26 เดือนเมษายน ซึ่งหมายความว่า เราผ่านพ้นวันที่เขียนไว้ในกราฟ มาสามวันแล้ว     99%  ในวันที่ 7 เดือนพฤษภาคม และ 100% ในเดือน 11 มิถุนายน      แต่พออ่านที่ทางรัฐบาล ประกาศการเปิดเป็น โซนๆไป พร้อมกับข้อจำกัดว่า จะต้องเป็นร้านแบบไหน และทุกคนก็ยังต้องใส่หน้ากาก ต้องล้างมือบ่อย ต้องรักษาระยะห่างตามที่กำหนด และ สถานที่จะเปิดแต่ละที่ ก็มีข้อกำหนดชัดเจน  เช่น สถานที่ออกกำลังกาย ต้งเป็นประเภทที่มีระยะห่างกัน เป็นต้น      อ่านที่เรากำลังจะเปิดประเทศแบบระมัดระวัง ทีละน้อย ในเดือนพฤษภาคมนี้ กับที่กราฟ เขียนว่า เมื่อไรโควิด-19 จะสิ้นสุดเสียที   จากกราฟ ถ้าเป็นจริงก็คงน่าดีใจ คือ ใกล้ๆกลางมิถุนายน เราก็จะพ้นจากโควิด ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นจริงตามในกราฟและเราทำได้จริง    นั่นหมายความว่า ประเทศเรา จัดการปราบโควิดได้เรียบร้อยแล้วหรือ?    ถ้าใช่  ทำไม เราจึงต้องค่อยๆเปิดประเทศทีละน้อย  บางคนอาจมองว่า ตอนนี้ คนติดเชื้อใหม่ มีน้อยลงมาก เป็นตัวเลข หลักเดียว  ดีใจจัง เราสบายใจได้แล้ว  ไม่ต้องกลัวโควิดแล้ว ถูกต้องหรือไม่      ใช่แล้วเราเป็นประเทศที่ 8 ที่ก้าวเข้าสู่ประเทศที่พ้นวิกฤต  แต่เราคิดว่า ทุกอย่างเป็นปกติจริงหรือ

ในบทความ เบื้องหลังทฤษฏี เปิดประเทศ ตามโซนในบ้านเรา   ผู้เขียน Tomas Pueyo เขียนถึงกรณี อังกฤษ ตามที่เคยเอาโค้งมาให้ดู ตอนแรกอังกฤษ หมออังกฤษก็ออกมาพูดว่า เป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ ก็ต้องรับมือไป เพราะทุกปีเมื่อถึงฤดูก็ต้องรับมือกับไข้หวัดใหญ่ประจำปีที่คนอังกฤษเสียชีวิตมากเช่นกัน จากบทความของ Imperial College หลังจากนั้นไปไม่กี่อาทิตย์ ท่าทางโค้งจะวิ่งปริ๊ด เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม ก็เลยต้องปรับเปลี่ยน ยุทธวิธี มาเป็นวิธีที่ สอง คือ บรรเทาการแพร่เชื้อให้น้อยและช้าลง ด้วยการให้คนแก่อยู่ในบ้าน ปิดโรงเรียน กักตัวเองในบ้าน เว้นระยะห่างของกันและกัน  เป็นต้น แต่ก็เป็นเพียงการแนะนำ ไม่ได้ถึงกับบังคับ ดังนั้น เราดูผลที่ออกมา ตัวเลขคนที่ติดเชื้อก็ไม่ได้น้อยลงเป็นที่พอใจนัก

จุดสำคัญเกี่ยวกับ ทฤษฎีที่ใช้กัน และได้ผลกว่าแบบที่ 1-2 ในบ้านเรา ตอนแรกที่ระบาด เราก็พยายามใช้แบบที่สอง พยายามให้กราฟไม่โค้งสูง แต่พอถึงเวลาที่ เรามีคนไข้สูงสูด 840 คน นั่นแหละ คุณหมอทั้งหลาย และรัฐบาล ร่วมมือกัน เปลี่ยนยุทธวิธี ก่อนที่จะสายเกินไป มาเป็นแบบที่ 3 คือ เราจะต้องให้คนที่ติดเชื้อต่ำกว่า สิบเท่าของจำนวนคนที่ติดเชื้อตอนที่โค้งสูงสุด แต่ถ้าเราไม่ใช้่ The Hammer ไม่เอาค้อนออกมาทุบให้ตะปูโผล่ออกมา ด้วยการ ที่เรามี พรก ฉุกเฉิน เคอร์ฟิว ห้ามข้ามเขตกัน สวมหน้ากากกันทุกคน ล้างมือบ่อยๆ ตามหาคนที่แพร่เชื้อ  และเมื่อสามวันที่แล้ว เราผ่านวิกฤต เข้ากลุ่มประเทศที่พ้นวิกฤต เป็นประเทศที่ 8

ปัญหาที่เรากลัวกันทุกคนคือ เราต้องอยู่กับบ้าน เพื่อชาติ กันยาวนานแค่ไหน พอคุยกับคนที่บ้าน เขาตอบเหมือนในบทความคือ การใช้ the Hammer ค้อน หรือมาตรการสูงสุดที่จะระงับเชื้อไม่ให้กระจายเร็วหรือเกินที่จะควบคุมได้ ถ้าใช้ค้อนได้ผลจริง เพราะต้องมีประชาชนให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เมื่อผ่านจุดวิกฤต ต้องปล่อย ให้ ประชาชน ผ่อนคลาย จึงเป็นที่มาของการที่ เลิกใช้ ค้อน แต่มาเปิดประเทศทีละน้อย เหมือนให้ออกออกมายืดเส้นยืดสาย จึงให้ชื่อว่า เต้นรำ The Dance

ดังนั้น การเปิดประเทศ ทีละน้อย โดยแบ่งเป็นโซน เป็นทางออกที่ผ่อนคลาย และทุกคนยังต้อง สวมหน้ากาก เว้นระยะห่างกันตามที่กำหนด ล้างมือบ่อยๆ ไม่อาจที่จะมาชุมนุมเหมือนปกติได้ แต่พยายามที่จะเริ่มจาก ความไม่ปกติ ให้เข้าสู่ปกติทีละน้อย ถ้าเกิดเปิดประเทศในบางโซนแล้ว เกิดมีคนที่ไม่ทำตามมีการแพร่กระจาย ก็คงต้องกลับมาใช้ ค้อน กันอีก

ถ้าถามว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น  เพราะเรรู้ว่า ไวรัสโควิด นี้ เป็นไวรัสตัวร้าย ตัวใหม่ ที่เราเคยไม่เจอมาก่อน แถมเล่นซ่อนแอบนานวันด้วย ดังนั้น อันตราย ของไวรัสนี้ จึงต้องระวัง เผลอไม่ได้ คือ ทฤษฎีนี้ ก็คงเป็นการทดลองว่าจะใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราดูหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ไม่ต้องล็อกดาวน์ เหมือนประเทศอื่น เพราะผู้นำมองปัญหาได้ชัดเจนจัดการได้ ไต้หวันก็เช่นกัน ดังนั้น สรุป ตราบใดที่เรายังต้องทำตามที่เราเคยทำมาคือใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ชุมนุมกันไม่ได้ แม้จะเปิดให้ใช้ชีวิตเกือบเหมือนปกติก็ตาม ไม่ใช่ ยังอันตราย ถ้าจะใช้คำให้ถูกต้องก็คือ ยังไม่ปลอดภัยดีนัก เพราะเราก็ยังจับเสือด้วยมือเปล่า แต่ตอนนี้ เราหาทาง หลบเสือด้วยมือเปล่า จนกว่า วัคซีนจะออกมา ดังนั้น ตราบใดที่เราใส่หน้ากาก เราก็ยังไม่ปลอดภัย และเมื่อไรใครที่ชะล่าใจ ไม่ปฏิบัติตาม เราก็อาจจะมีคนแพร่เชื่้้อ ได้เพียงไม่กี่วัน เป็นพันคนก็ได้ นี่คือ ยุทธวิธีที่ถ้าพวกเราทุกคนเข้าใจ หมอและรัฐบาลก็คงจะจัดการและรับมือกับไวรัสโควิด ได้ดีมากขึ้นทุกวัน แทนที่จะถูกไวรัส โคขวิด เหมือนประเทศอื่นๆที่ขวิดที วันละหลายหมื่นคน

Leave a Reply