ภาพริมสระน้ำ 2

Health

ถ้าจะพูดไปแล้ว ถึงแม้ว่าสามีเธอจะต้องเอาบ้านไปขายเพื่อเอาเงินไปคืนบริษัทก็ตาม เขาก็ต้องทำ แต่แทนที่สามีเธอจะได้รับอนุญาตให้เอาเงินที่ยักยอกไปคืนบริษัทได้ อะโอะคิกลับถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทันทีที่บริษัทรู้เรื่องของเขา

ทำไมเรื่องจึงเป็นอย่างนี้ไปได้ สามีเธออุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจทำงานมาสิบแปดปี อยู่ๆก็โดนไล่ออกจากงานโดยไม่มีการซักถามเรื่องราว เธอคงจะดีใจมาก ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องตลกที่สามีพูดเล่นกับเธอ ในฐานที่เธอชอบเดาเหตุการณ์ต่างๆ เธอคงจะดีใจ ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องที่สามีหยอกล้อเธอเล่น ทันทีที่เธอเห็นสามีกลับเข้ามาในบ้าน เธอมีความรู้สึกว่า เธอเห็นแผ่นหลังของสามีกำลังแบกโชคไม่ดีอยู่

“ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ“

“ไม่ได้แล้ว“

“ไม่ลองไปขอร้องคุณโคะโมะริดูเหรอ“

“เขานั่นแหละ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่สุด“

คุณโคะโมะริเป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้ซึ่งสามีเธอสนิทสนมด้วยมากที่สุด เธอเคยไปที่บ้านของคุณโคะโมะริหลายต่อหลายครั้งและพูดคุยกับภรรยาของคุณโคะโมะริบ่อยๆ

“ให้ฉันลองไปขอโทษแกดู จะดีมั้ย“

“ไม่ได้หรอก เรื่องมันจบไปแล้ว“

เธอหยุดพูดนั่งนิ่งเงียบ แล้วก็ได้แต่ร้องไห้

หลังจากที่ความตกใจครั้งแรกผ่านไป เธอก็ระงับสติอารมณ์ได้ และจิตใจเธอก็กลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง เธอมีความรู้สึกคล้ายๆกับเกิดปาฏิหาริย์ที่ว่า ชีวิตของเธอเท่าที่ผ่านมาไม่เคยมีอะไรที่จะต้องกังวลเลยสักนิด แต่กลับพังทลายลงได้อย่างง่ายดาย เรื่องที่เกิดนี้ช่างงามหน้าเสียจริงๆ

(ชีวิตของมนุษย์เรา มันก็มีแค่นี้เอง)

ถ้าลองมองย้อนกลับไปยังเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความเยือกเย็น เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะเดิมทีสามีเธอ ก็ไม่ใช่คนที่ขยันขันแข็งหรือมีจิตใจเด็ดเดี่ยวแต่อย่างไร ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวและเรื่องดื่ม สามีเธอเป็นผู้ชายที่พร้อมที่จะปรับและทำได้ทุกอย่าง แล้วเธอจะรับรองได้ยังไงว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น

ต่อให้สามีเธอไปดื่มหรือไปเที่ยวเลี้ยงรับรองแขกด้วยเงินของบริษัทก็ตาม ก็ต้องมีขีดจำกัด หรือสามีเธอไปดื่มกินโดยใช้เงินเดือนของตัวเอง สามีเธอก็น่าจะรู้ตัวดีว่าใช้เงินไปเท่าไร เธอต่างหากที่โง่เง่า ไม่เคยเอะใจสงสัยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถ้ามองจากมุมมองของสามี เขาคงไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร จากความผิดพลาดที่สามีเธอมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของความหายนะ

ถ้าสามีเธอมีใจที่จะหาทางเอาเงินไปคืนบริษัทจริง จำนวนเงินที่ว่าก็เป็นจำนวนเงินที่หาไปคืนได้ แต่เธอคิดว่าเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะเกิดจากการที่สามีเธอไม่ได้ซึมซับถึงความเข้มงวดของการทำงานเท่าที่ควร

ทั้งที่แต่งงานกันมาแล้วตั้งสิบห้าปี เธอไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายที่ว่านี้จะเกิดขึ้นกับสามี และเธอเองก็จำไม่ได้ว่า เธอเคยขอร้องและบอกสามีให้ตั้งใจทำงานให้ดีหรือเปล่า

พอเธอลองคิดดู เธอก็เริ่มรู้สึกว่า ตลอดเวลาที่เธอใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยาเท่าที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้นั้น มันช่างเป็นชีวิตแต่งงานที่บ้าบอไม่ได้เรื่องและพึ่งพิงอะไรกันไม่ได้เลย

พอคิดได้อย่างนี้ ก็พลอยทำให้เธอเห็นชัดว่า สามีเธอมีตำแหน่งเป็นตัวแทนหัวหน้าแผนก แล้วก็ยังถูกไล่ออกจากงาน ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ไม่มีหลักมีลอย และทำให้เห็นว่า สามีเธอเป็นมนุษย์ที่หาได้มีความรู้แม้แต่น้อย เธอคิดว่าสามีเธอนั้นเป็นหนุ่มขี้เหล้าชอบเที่ยวเตร่ แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าสามีจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ผ่านการทำงานมาอย่างโชกโชนไม่ใช่หรือ ด้วยความรู้สึกที่ว่านี้เอง เธอถึงไม่ปริปากพูดเรื่องสามีเธอกับเพื่อนที่โรงเรียนคนไหนเลยไม่ใช่หรือ เธออดโมโหตัวเองที่เป็นแบบนี้

คนที่อายุปาเข้าไปตั้งสี่สิบปี แล้วถูกไล่ออกจากงาน คนแบบนี้จะไปจัดการเรื่องครอบครัวตัวเองให้เรียบร้อยและจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายในชีวิตของเขาให้สมดุลได้ยังไง

ก่อนที่จะคิดถึงปัญหาที่ว่าเหล่านี้ มันก็เป็นปัญหาที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง แต่จะไม่ไปคิดถึงมันเลย และปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมก็ไม่ได้อีก

พระจันทร์สีเหลืองอร่าม ขนาดของดวง ใหญ่โตจนน่าตกใจ พระจันทร์กำลังส่องแสงเรืองรองในระหว่างพุ่มไม้ต้นพลาทานัส* (ต้นพลาทานัสเป็นต้นไม้ที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่น เป็นต้นไม้ที่ไม่มีดอก มีความสูงประมาณ 30-40 เมตร) สามีเธอมองไปทางพระจันทร์ แล้วก็แอบถอนหายใจเงียบๆ จนแทบจะไม่ได้ยิน

ลูกๆของเขาดีอกดีใจที่อยู่ดีๆ พ่อมีวันหยุด ลูกชายคนโตขอร้องให้พ่อ พาไปปีนเขา ส่วนลูกชายคนเล็ก ขอให้พ่อพาไปจับแมลง

“ไม่ได้หรอกจ้ะลูก คุณพ่อเหนื่อย ต้องนอนพักอยู่ที่บ้านนะจ้ะ“

เธอพูดปรามให้ลูกเลิกเซ้าซี้และเงียบ

สามียิ้มแหยๆและพูดว่า

“ ใช่แล้วลูก พ่ออยากพักผ่อน คราวนี้พ่อคงต้องขอไม่ออกไปไหนไกลๆนะลูก“

ลูกทั้งสองไม่ยอมฟัง ได้แต่เก็บความหวังของตัวเองไว้ในใจ และแล้วลูกทั้งสองคนก็ชดเชยความผิดหวัง ด้วยการลากพ่อออกไปที่สระว่ายน้ำใหม่ของโรงเรียน ในตอนเย็นวันที่สาม เพราะทีมนักกีฬาว่ายน้ำหญิงกำลังเก็บตัวฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งขันกีฬามัธยมแห่งชาติ ซึ่งว่าตามกฎแล้วเข้าไปในบริเวณสระว่ายน้ำไม่ได้

อะโอะคิไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะถอดเสื้อผ้าลงไปว่ายน้ำในบริเวณสระน้ำเลย เขาได้แต่นอนเหยียดแขนเหยียดขาบนเสื่อทะตะมิ คนที่บังคับให้เขาหยิบกางเกงว่ายน้ำเสื้อคลุมและให้เดินออกจากบ้านจนได้นั้น ต้องถือเป็นความสามารถของภรรยา (ถ้ายังนอนแผ่ไม่ทำอะไรอยู่กับบ้านอย่างนี้ คงได้ป่วยกันแน่ ไปว่ายน้ำซะ จะได้สบายใจขึ้น)

อะโอะคิชอบการแข่งขันกีฬา มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาเคยเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลสมัยที่เขาเป็นนักเรียน

เท่าที่ผ่านมา ในเช้าวันอาทิตย์ สามีเธอมักจะเล่นขว้างรับลูกบอลกับลูกๆตรง ทางเดินของถนนหน้าบ้าน พอถึงฤดูแข่งรักบี้ของมหาวิทยาลัย สามีจะพาภรรยาและลูกๆไปดูการแข่งขัน ดังนั้น เขาจึงพาลูกๆไปเล่นน้ำทะเลและว่ายน้ำตั้งแต่ตอนที่ ลูกๆยังเดินเตาะแตะอยู่

ในวันแรก เธอเตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้ว แต่สามีเธอและลูกๆยังไม่กลับมา พอเธอลองเดินไปรับสามีและลูกๆที่สระว่ายน้ำดู ท่าทางของสามีแตกต่างจากตอนที่เดินตามหลังลูกๆออกจากบ้านอย่างมาก

สามีไม่ทันสังเกตเห็นว่าภรรยามารับเขา อะโอะคิยืนกอดอกมองดูนักกีฬาที่กำลังฝึกซ้อมโดยใช้มือเกาะแผ่นโฟม และค่อยๆใช้เท้าตีน้ำว่ายกันไปอย่างแข็งขัน

พอเธอมองดูสามีเธอ เธอได้แต่พึมพำในใจของเธอด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

(ให้ตายสิ ไม่รู้เป็นคนยังไงกันแน่!)

ในวันที่สอง เธอซื้อช็อกโกแลตไปกล่องหนึ่ง เพื่อเป็นการขอบคุณ และเป็นของว่างสำหรับนักกีฬา เธอเรียกสามีมาที่รั้วและขอให้สามีเธอเอาช็อกโกแลตไปให้ครูสอนว่ายน้ำ

สามีถือกล่องช็อกโกแลต แล้วเดินไปหาครูที่เป็นโค้ชที่นั่งอยู่ตรงกลางแท่นสตาร์ท สามีเธอยิ้มด้วยอัธยาศัยที่ดี และยื่นกล่องช็อกโกแลตให้ครู ครูยิ้มเห็นฟันขาวและตะโกนเสียงดังว่า

“ เอ้า! ใครทำลายสถิติได้จะให้ช็อกโกแลตที่คุณอะโอะคิให้มา สู้เข้าไปอย่าได้ท้อแท้“

พวกนักกีฬาที่อยู่ข้างๆครู ตอบโต้กันอย่างร่าเริงว่า

“ ว้าย! แย่แน่เลย ถ้าครูให้ช็อกโกแลตก่อน หนูจะทำลายสถิติให้ดู”

สามียิ้มและมองด้วยความพอใจ

ฝากล่องช็อกโกแลตถูกเปิดออก และช็อกโกแลตถูกแจกจ่ายให้กับบรรดานักกีฬาที่อออยู่รอบครูทันที

นักกีฬ่าหญิงทั้งหลายส่งเสียงดัง รับช็อกโกแลตจากครู แล้วหันไปทางสามีพร้อมกับยิ้มและพูดว่า

“ขอทานช็อกโกแลตนะคะ”

แล้วก็เอาช็อกโกแลตเข้าปาก ทั้งที่เธอคิดในใจว่า รีบๆกลับไปบ้านก็คงจะดี แต่ที่ไหนได้สามีเธอกลับไม่ยอมอยู่ห่างจากพวกนักเรียน ในขณะนั้นเองครู ยื่นกล่องให้สามีและพูดว่า

“เอาสักชิ้นมั้ยครับ”

สามีตอบปฏิเสธ แล้วในที่สุด เธอจึงเดินกลับไปยังลู่ที่พวกลูกๆว่ายน้ำอยู่

พอเห็นสามีในสภาพเช่นนั้น เธอเกิดความรู้สึกแปลกๆ เธอไม่รู้ว่า ควรจะว่าสามีเธอไร้เดียงสาหรือบ้าดี

ตอนขากลับ พวกนักกีฬาหันหน้าจากสระว่ายน้ำที่แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องมาทางเธอพร้อมกับทักทายอย่างน่าเอ็นดูว่า

“ สวัสดีและขอบคุณมากนะคะ”

พอสามีได้ยินเสียงที่ว่านั้น สามีโบกมือตอบอย่างเก้ๆกังๆด้วยท่าทางที่เขินอาย

ใบของต้นนังคิงฮะเซะ รับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่หลงเหลืออยู่บนท้องฟ้า ทำให้เห็นใบเป็นสีเขียวแปลกดี ในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ใต้ร่มไม้นั้น เธอรู้ว่าใบหน้าของสามีค่อยๆหมองลง เธอแกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่เธอเองก็รู้ว่า สีหน้าเธอก็หม่นหมองลง เช่นกัน

พี่น้องทั้งสองคนจูงสุนัขเดินอยู่ข้างหน้าเขาสองคน บางครั้งลูกเธอจะเรียกชื่อสุนัข เสียงเรียกอันดังของลูกทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น

เธอพูดกับสามีว่า

“พูดอะไรออกมาบ้างสิ  เงียบไม่พูดอะไรจะยิ่งทำให้หดหู่”

“อือ!จริงด้วย”

สามีพูดเหมือนกับนึกอะไรขึ้นได้

“พูดเรื่องอะไรดีล่ะ”

“ เรื่องบาร์”

สามีมองหน้าภรรยาด้วยความตกใจ

“เรื่องบาร์ที่คุณไปเที่ยวประจำ”

“พูดไปก็น่าเบื่อ”

“ ไม่เป็นไรเล่าไปเถอะ ฉันลองคิดดูแล้ว จนเดี๋ยวนี้ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากคุณเลยแม้แต่สักครั้งเลยนะ เล่าให้ฟังหน่อยเรื่องบาร์ที่คุณไปเที่ยวหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้”

เธอพูดไปอย่างนั้นเพื่อให้กำลังใจสามีและตัวเธอเอง

“ เอาน่ะ เล่ามาเถอะ เป็นบาร์ที่มีผู้หญิงสวยเลิศขนาดไหน คุณถึงได้ใช้เงินไปมากมายก่ายกองขนาดนั้น”

เธอตั้งใจพูดอย่างนุ่มนวล แต่ในขณะนั้น สามีเธอกลับรู้สึกเจ็บปวดทรมาน ซึ่งอย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้สึกสะใจเล็กน้อย

ในที่สุด สามีก็พูดออกมาว่า “มีเรื่องราวเยอะแยะ”

“เริ่มตรงไหนก็ได้ ค่อยๆเล่าให้ฟัง”

เรื่องที่สามีเธอเริ่มเล่าที่ระเบียงที่แสงจันทร์ส่อง คือ เรื่องของบาร์ ชื่อ โอ ที่สามีเธอไปเที่ยวตอนที่เขาไม่ค่อยมีเงิน

บาร์ที่ไปนั้นเป็นบาร์ที่บริหารโดยพี่น้องสองสาว พี่สาวเป็นสาวสวย แต่พูดจาห้วน ส่วนน้องสาวไม่ได้สวยเด่นอะไร แถมทำอะไรอืดอาดชักช้า

ไม่ว่าจะไปร้านนั้นเมื่อไหร่ อะโอะคิอดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นร้านที่เพิ่งเลิกกิจการไปแล้วเมื่อสองสามวันก่อนหรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่า พอเข้าไปในร้าน นั่งรอสักห้านาที คนน้องจะค่อยๆเดินออกมาเงียบๆจากหลังร้าน ท่าทางที่เธอเดินให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเธอไม่มีชีวิตชีวายังไงบอกไม่ถูก

พอเริ่มคิดว่า เธออาจจะปฏิเสธที่จะให้บริการแขกหรือเปล่าแต่เธอกลับค่อยๆก้มตัวเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ และจัดโน่นจัดนี่อยู่แถวๆนั้น  แล้วถึงจะเริ่มมองหน้าลูกค้า ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า เธอคงจะอารมณ์ไม่ดีหรือไม่ก็ไม่สบายก็ได้ แต่ที่เห็นเธอนั้นเป็นท่าทางปกติของเธอ ซึ่งรู้ได้จากคำพูดของลูกค้าคนอื่นที่ว่าเธอว่า

“ไม่ว่าจะมากี่โมงกี่ยาม ร้านนี้ไม่ต่างอะไรกับสถานีรถไฟร้างที่ไม่มีผู้โดยสารในหนังตะวันตก”

พอเธอได้ยินที่ลูกค้าพูด ตั้งใจพาดพิงถึงเธอ เธอจะหัวเราะยิงฟันขาวด้วยความชอบใจ

ส่วนคนพี่เรื่องเบี้ยวงานนั้นมีเป็นประจำ และถ้าเธอไม่มีอารมณ์ เธอจะไม่ลงมาจากชั้นสองเลย

ถ้าลูกค้าผลักประตูเข้าไปแล้ว เห็นบรรยากาศที่ซบเซา แถมเจ้าของร้านไม่มีใจอยากบริการลูกค้า  แขกคงจะรู้สึกแปลกๆ และคงไม่อยากเหยียบเข้าไปในร้านแน่ ร้านนี้เป็นบาร์ที่มีบรรยากาศแบบที่ว่านี้เลย

แต่สิ่งที่ดึงดูดลูกค้าของบาร์นี้ก็คือ บาร์นี้ดื่มเหล้าได้ในราคาถูก ตราบใดที่ลูกค้าทนความไม่ยินดียินร้ายที่จะให้บริการลูกค้าของเจ้าของร้านได้ ผลดีที่ลูกค้าได้รับก็คือ ทั้งกินทั้งดื่มได้ในราคาถูก

เหตุผลที่อะโอะคิไปที่ร้านนั้นบ่อย แน่นอนเป็นเพราะเขาดื่มได้ในราคาถูกและเป็นเพราะเขาติดใจเจ้าของร้านคนพี่

ครั้งแรกตอนที่เพื่อนพาสามีเธอไปที่บาร์นี้ เขาคิดว่า หน้าตาคนพี่เหมือนกับดาราในหนังฝรั่งเศส เธอมีความสวยงามของสาวสมัยใหม่ ที่ลอยเด่นชัดคล้ายกับอากาศของวันที่มีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ใบหน้าเธอ อาจจะให้ความรู้สึกว่าน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็เป็นใบหน้า ที่ดูแล้วโรแมนติกทีเดียว จากนั้นมา ความหวังที่เขาจะได้เดินเล่นกับเธอบนถนนเปลี่ยวยามค่ำคืนตอนดึกก็ผุดขึ้นมาเงียบๆในใจ และความหวังนั้นก็เป็นจริงไม่นานเกินรอ

สามีเธอซื้อตั๋วชมการแข่งขันกีฬาทางน้ำนานาชาติที่มีนักกีฬาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมการแข่งขัน แล้วเขาก็ลองยื่นตั๋วให้เธอ โดยที่เขาคิดว่าเธอคงจะไม่ไป แต่คืนนั้น พอเขาลองไปดู เธอกลับไปถึงที่สนามกีฬาก่อนเขา ตอนเขากลับแวะบาร์สองแห่ง จากนั้นเช่ารถวิ่งไปรอบเมืองยามราตรี เลยไม่ได้เดินเล่น แต่ก็พูดได้ว่า ความหวังที่เขาคาดหวังไว้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว

ในคืนนั้น เธอรู้สึกผ่อนคลายและเริ่มเล่าเรื่องสมัยเด็กให้เขาฟัง เช่น เธอเคยอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่เมืองฮาร์บิน พอหน้าร้อนพ่อจะพาเธอไปเกาะไท่หยาง และเล่นหัวกับครอบครัวชาวรัสเซียที่ริมแม่น้ำ ซุนงะริ ที่มีน้ำไหลเป็นสีดิน ขากลับจะแวะร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนทางเดินที่หันหน้าไปทางแม่น้ำ พ่อของเธอจะนั่งซดเบียร์ข้างๆ โต๊ะกลุ่มนักดนตรี ส่วนเธอจะนั่งกินขนมปังสีดำ และมองดูแม่น้ำยามตะวันยอแสง

ระหว่างที่เธอเล่าเรื่องให้ฟัง เธอเอาแก้มแนบลงบนไหล่ของอะโอะคิ เขาคิดว่าในเวลาที่ว่านี้ เขาน่าจะจูบเธอ ไม่งั้น เรื่องที่เธอเล่าให้ฟังคงดูจืดชืดว่างเปล่า แต่ถ้าเขาจูบเธอและเธอเกิดโกรธขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงพังทลายหมด เวลาที่เธอโกรธจะน่ากลัวสักขนาดไหน ในที่สุดเขาก็ไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่ามออกไป

ตั้งแต่นั้นมา โอกาสที่ว่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง แม้เขาจะหมดเงินซื้อตั๋วแพงๆเพื่อไปดูบัลเล่ต์ หรือคอนเสิร์ตมากมายก็ตาม หลังจากการสังเกตการณ์ของอะโอะคิ เขาพบว่าในคืนที่เธอไปดูการแข่งขันว่ายน้ำกับอเมริกา เธอแตกต่างจากธรรมดา ถ้าจะมีโอกาสล่ะก็น่าจะเป็นคืนนั้น

แต่นับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา เธอทำตัวเหมือนกำแพงปราสาทที่ไม่อาจเข้าประชิดได้ ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มอันลึกล้ำของเธอ เขาจะรู้สึกอยากได้เธอมาเป็นของเขาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่เขาเดาไม่ออกว่า เธอคิดอะไรอยู่ และเขาก็ไม่รู้ว่า เธอตั้งใจจะแต่งงานกับใครในเร็วๆนี้หรือเปล่า หรือเธอมีคนรักแล้วหรือยัง

ที่แย่ไปกว่านี้ก็คือ มีบ่อยครั้งที่เธอไม่ลงมาจากชั้นสอง ทั้งที่รู้ว่าอะโอะคิไปที่ร้าน วันที่ว่านี้ แม้จิตใจของเขาจะไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยก็ตาม เขาก็ยังพูดคุยอะไรเรื่อยเปื่อยและนั่งจิบเบียร์อย่างจืดชืดกับน้องสาวของเธอ

คืนที่แย่กว่านี้ก็คือสองพี่น้องจะหายตัวไปทั้งสองคนเลย แล้วก็จะมีคุณยายแก่ๆ หน้าตาเหี่ยวย่น ยื่นหน้าออกมาจากหลังร้าน พออะโอะคิ ถามอย่างอารมณ์เสียว่า สองพี่น้องหายไปไหน คุณยายตอบว่า คนพี่ต้อนรับแขกอยู่ชั้นสอง ส่วนคนน้องบอกว่าปวดฟันและนอนอยู่ อะโอะคิ รู้สึกอารมณ์เสีย แต่ก็ยังนั่งลงกินเบียร์ที่ยายรินให้

ยายคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ แต่ยายดูจะเห็นอกเห็นใจอะโอะคิ  เวลาที่ว่านี้ แม้เขาจะซดเบียร์ไปสามขวด แต่ยายใจดี คิดเงินเขาเพียงแค่ขวดเดียว

เขาเคยซอกแซกถามยายเกี่ยวกับเธอ คำตอบคือ ดูเหมือนว่าคนพี่จะไม่มีหนุ่มคนไหนคอยอุปการะหรือมีคนรัก และเรื่องที่ว่าพ่อเธอเป็นคนออกเงินให้สองพี่น้องเปิดร้านนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริง และแขกที่อยู่ชั้นสองก็เป็นเพื่อนสนิทของพ่อ แถมยายรับรองว่าไม่ใช่คนที่น่าสงสัยแต่อย่างไร

แม้ยายจะเล่าให้ฟังอย่างนั้นก็ตาม การที่คนพี่ อยู่ในห้องชั้นสองกับผู้ชายสองต่อสอง คุยอะไรกันก็ไม่รู้ตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง เป็นเรื่องที่อะโอะคิรู้สึกไม่สบอารมณ์

ลูกค้าที่มาร้านนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกคนก็เหมือนกับอะโอะคิ  คือ เป็นพวกหนุ่มที่หลงใหลในความงามของคนพี่ ซึ่งไม่ใช่อะโอะคิเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ติดใจเธอ ทุกคนต่างมีความหวังลมๆแล้งๆ ตัดอกตัดใจและความอาลัยอาวรณ์ไม่ได้ แล้วต่างคนต่างไปรวมตัวกันที่ร้านโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าบังเอิญเธอนั่งอยู่กับแขกคนอื่นในร้าน ต่างฝ่ายต่างจะดูท่าทีของกันและกันและต่างจะรู้กัน ดังนั้น ถึงอะโอะคิ จะคิดว่าทำไมตัวเองถึงทำอะไร งี่เง่าอย่างนี้ แต่เขาก็ไม่อาจหักห้ามใจไม่ไปบาร์นั้นไม่ได้

แต่อะโอะคิก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แม้คนพี่จะสวยแบบที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนก็ตาม แต่ไม่ว่าเขาจะไปที่นั่นเมื่อไหร่ บาร์นั้นก็ยังเป็นบาร์ที่ซบเซา ไม่มีบรรยากาศครึกครื้นเลยแม้แต่น้อย ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น

เรื่องที่เขาเล่าให้ภรรยาฟังนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่เขียนไว้ตามนี้ แต่เนื้อหาก็แทบจะเป็นไปตามที่เล่านี้

“มีแค่นั้นเหรอ“

“อือ“

สามีหัวเราะเบาๆ

“คุณไม่เคยเล่าเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ อกหักอยู่เรื่อยก็คงแย่เหมือนกันนะ“

“ก็ไม่ได้ถึงขนาดอกหักทุกครั้งหรอก“พูดแล้วอะโอะคิก็นิ่งอึ้งไป

“ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องฝืนเล่าต่อก็ได้ เพราะยังไง คุณก็คงไม่เล่าความจริงอยู่ดีพอแล้ว“

เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอนี่มันโง่จริงๆ สามียักยอกเงินบริษัทไปใช้ พอถูกจับได้ก็ถูกไล่ออก ความจริงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เธอตกอกตกใจอย่างมาก จนกระทั่งเธอไม่มีกะจิตกะใจที่จะคิดถึงเรื่องอื่น

(สามีนอกใจไปมีผู้หญิงอื่น และสามียักยอกเงินมากมายไปใช้กับผู้หญิงคนนั้น!)

ความคิดที่ผุดขึ้นนี้ ไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมากลางตัวเธอ ในขณะที่เธอฟังเรื่องที่สามีเธอเล่า

เธอพยายามปกปิดความรู้สึกอ่อนไหวที่เกิดขึ้นในใจเอาไว้ พอสามีเล่าจบ เธอก็แกล้งฟังคำสารภาพของสามีจนจบ โดยไม่รู้สึกอะไรและทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เรื่องที่สามีเล่านั้น เธอคิดว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่าไปอย่างนั้นเอง สามีเธอคงมีเรื่องที่เก็บเป็นความลับ เรื่องราวของเขากับสาวที่เติบโตที่เมืองฮาร์บิน หน้าตาคล้ายดาราสาวในหนังฝรั่งเศสที่ชื่อ โอ บางทีอาจเป็นเพียงแค่เรื่องที่เอามาเล่าลวงเธอ เพราะเธอรู้สึกได้ด้วยสัญชาติญาณที่เฉียบไวของเธอ

หากเธอบังคับให้เขาเล่าอีก สามีก็คงจะแต่งเรื่องอื่นที่สนุกกว่านี้ให้เธอฟัง และคงเป็นเรื่องที่ดูไม่คอขาดบาตายอะไร โดยที่สามีเธออาจจะเล่าเรื่องการที่ไปติดพันสาวๆให้เธอฟังอีกก็ได้ แต่เธอจะไม่ปล่อยให้สามีเธอหลอกเธออีกต่อไป

สามีเธอเล่าเรื่องต่างๆไปอย่างนั้นเอง และเล่าเหมือนกับว่า เขาเล่าเรื่องต่างๆจนหมดเปลือกแล้ว แต่เบื้องหลังเรื่องที่เล่านั้น มีบางเรื่องที่แม้แต่ผู้ชายก็แตะต้องไม่ได้

นั่นคือ คอของเมดุสะ*  (เมดุสะเป็นชื่อของหนึ่งในพี่น้องสามคนซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดมีหัวเป็นงู เป็นเรื่องเล่าในตำนานกรีก กล่าวกันว่า หน้าของเธออัปลักษณ์มาก ขนาดที่ว่าใครมองหน้าเธอ คนนั้นจะกลายเป็นหิน เมดุสะถูกเปอร์ซิอุส ฆ่า และหัวของเมดุสะถูกเสียบอยู่บนโล่ห์ของเจ้าแม่อะเทนน่า)

เธอจะต้องแอบมอง ต้องไล่ตามเมดุสะ และต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร

ตอนที่เธอพูดกับสามีว่า

“เล่าอะไรให้ฟังหน่อยสิ”

เธอไม่ได้คาดฝันมาก่อนว่า เรื่องจะเป็นอย่างนี้ ที่เธอขอให้สามีเล่าเรื่องบาร์ เธอเพียงแค่อยากให้ความรู้สึกดีๆของเธอและสามีกลับมาใหม่อีกครั้งเท่านั้น

แต่นี่มันอะไรกัน!  เธอกลับตกหลุมพรางสามีโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน และตอนนี้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอตกลงไปในหลุมพรางของตัวเองเสียแล้ว

ในวันรุ่งขึ้นก็เช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ พอตกเย็นสามีเธอจะพาลูกชายทั้งสองออกจากบ้าน

ระหว่างที่เธอเตรียมอาหารเย็น ในใจเธอเฝ้าถามคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า สามีเธอจะใช้ชีวิตที่ไม่ปกติไปได้อีกนานสักเท่าไหร่

อีกสองอาทิตย์ค่าใช้จ่ายในบ้านที่พอจะมีอยู่ก็จะหมดลง สมุดบัญชีเงินฝากของทุกคนก็ไม่มีเหลือเก็บมานานแล้ว ทั้งเธอและสามีก็เป็นประเภทมีเงินเท่าไหร่ก็ใช้จนไม่เหลือหลอ ถ้าอย่างนั้น จากนี้ไปทั้งสอง คงไม่มีทางอื่น นอกจากขายข้าวของที่มีอยู่เพื่อประทังชีวิตเป็นแน่ คงจะพออยู่ได้ประมาณครึ่งปี

ก่อนสงครามโลก บ้านเกิดของเธอใช้ชีวิตได้อย่างสบายจากการค้าขาย แต่หลังสงคราม ชีวิตความเป็นอยู่ก็ฝืดเคืองลงอย่างมาก

ฝ่ายสามีเธอ มีพี่น้องสามคน ทุกคนคล้ายๆกันคือเป็นข้าราชการ หรือไม่ก็เป็นพนักงานบริษัท

ตามธรรมดา เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอตกระกำลำบากแบบนี้ ทั้งสองคนเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีแม้แต่ที่จะไปพึ่งพิงได้

ถ้าไม่มีลูก เธออาจจะหาวิธีที่จะใช้ชีวิตกันต่อไปได้ โดยที่ตัวเธอเองจะออกไปหางานทำ การเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองคนเดียวไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่เธอไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ เธอจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน แต่จากการที่เธอมีลูกชายสองคนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถม เรื่องที่ว่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

พอเธอคิดได้แบบนี้ เธอคิดว่าตราบใดที่สามียังหางานใหม่ไม่ได้ ครอบครัวสี่คนคงอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่จะมีที่ไหนที่จะรับเลี้ยงดู ผู้ชายอายุสี่สิบกว่าปี มีภรรยา และถูกไล่ออกจากบริษัทล่ะ

เธอคิดถึงเรื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ตอนนั้นเธอคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ ตอนที่เธอทำอาหารเย็น ดูสิ!ตอนนี้เธอกลับนึกไม่ออกเสียแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ และเพราะเหตุใด ทำไมจู่ๆก็เกิดความอลหม่านขึ้นในชีวิตของเธอ ทำให้เธอต้องลิ้มรสความหวาดกลัว และทำให้เจ็บปวดขนาดนี้ เทพเจ้าองค์ไหนกัน ที่ดลบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีเหตุมีผลแบบนี้!

ในขณะที่เธอกำลังจุดเตาแก๊สอยู่ เธอยกกระทะออกจากเตาแก๊ส เธออยากรู้ว่าสิ่งที่เธอทำอยู่ในขณะนี้ มีความหมายอะไร ทำไมมือเธอจึงวุ่นอยู่กับการจับโน่นจับนี่ไม่หยุด ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วอย่างนั้นแหละ

สิ่งที่เธอเคยทำอยู่ทุกวันมาจนถึงทุกวันนี้ และตอนนี้ก็ยังทำอยู่นั้น เธออยากรู้ว่าเธอทำเพราะอะไรและสิ่งที่เธอทำอยู่นี้ถูกต้องดีแล้วหรือ

จู่ๆ เธอก็มีความรู้สึกประหลาดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

( มีต่อ)

Leave a Reply