DSC02225

เรื่องสั้น โทษใครดี ( 4)

Japanese is fun, novelist, USA, นักเขียนนวนิยาย, ภาษาอังกฤษ

ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุคงไม่เกิน 4 – 5 ขวบ ตอนที่ข้าพเจ้าวิ่งกลับมาจากไปเล่นกลางแดดนอกบ้าน กระโดดเข้ามาในทางเดินของบ้านหลังเล็กที่สวยงามน่าอยู่ของเราบนเกาะฮาวายอันแสนมีเสน่ห์ตรึงใจ ตอนนั้นขาพเจ้าเป็นเด็กร่าเริง ฮาวายเป็นเกาะที่เหมาะและดีเยี่ยมในการที่จะใช้ชีวิตและเติบโตที่นั่น ก่อนที่ฮาวายจะกลายเป็นรัฐในปัจจุบัน แสงอาทิตย์สาดส่องมาไม่ขาดสาย อากาศก็อุ่นสบาย จากการที่เราอาศัยอยู่ห่างจากคาบสมุทรแปซิฟิคเพียงไม่กี่นาที ข้าพเจ้าจะไปเล่นน้ำทุกวัน อากาศจะอบอวลด้วยกลิ่นพฤกษชาติและพันธุไม้เมืองร้อนมากมายที่ขึ้นเต็มไปหมดแทบทุกหนแห่ง ชีวิตในตอนนั้นเป็นชีวิตที่สนุกสนานและเพลิดเพลินมาก อดีตที่แสนดีและแสนหวานของข้าพเจ้า

วันนั้นเป็นวันหนึ่งในฤดูร้อนวันที่ขาพเจ้าเพิ่งกลับจากการล่าจิ้งจก ไม่มีชีวิตอะไรที่จะสนุกสนานกว่านี้อีกแล้ว วันนี้เอง วันที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะกล่าวถึงนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งจะโดดเข้าบ้าน หลังจากออกไปเล่นนอกบ้าน และวันนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ข้าพเจ้าตกใจมากที่สุดกับภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้า เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าตกใจมากที่สุดในชีวิตข้าพเจ้า ตรงทางเดินมืดๆในบ้าน ข้าพเจ้าเห็นพ่อที่แสนประเสริฐและน่าเกรงขามของข้าพเจ้ากำลังนั่งตัวโค้งอยู่บนพื้น เอาหลังพิงผนังบ้านอยู่ ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของข้าพเจ้านั้น ะคงเป็นเรื่องที่เร้นลับก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าจำพ่อของข้าพเจ้าไม่ได้ ถึงจะไม่มีหลักฐานอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้นแต่ก็เช่นทุกครั้ง ข้าพเจ้าแน่ใจว่าเขาจะต้องเป็นพ่อของ   ข้าพเจ้า
พ่อใส่ชุดกลาสีเรือสีขาวเต็มยศ แต่ดูเหมือนจะมีอะไรผิดปกติดเกิดขี้นกับพ่อ พ่อเอาแขนท้าวเข่าตัวเองและยกเข่าขึ้นมาจนถึงหน้าอก และเอาหัวก้มลงไปที่หัวเข่า    ข้าพเจ้าเห็นพ่อกำลังร้องไห้ พ่ออยู่ในสภาพที่แย่มาก พ่อร้องไหสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กเล็กอยู่สักครู่ แล้วอยู่ดีๆตัวพ่อก็สั่นและเกร็งไปหมด พ่อร้องไห้โหยหวนเหมือนกับว่าพ่อกำลังจะตายก็ไม่ปาน ภาพที่เห็นนี้แหละที่ทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัว ข้าพเจ้ากลัวว่า พ่อคงต้องตายแน่ ข้าพเจ้าพยายามเข้าไปสวมกอดพ่อช่วยพ่อ เอาใจพ่อ แต่พ่อได้แต่ผลักข้าพเจ้าออกไป ข้าพเจ้าหวาดกลัว ตัวสั่นกลัวไปหมด

หลังจากที่พ่อผลักข้าพเจ้าออกไปแล้ว ข้าพเจ้าหวาดกลัว แต่ไม่ได้รีรอแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไปหาแม่ที่แสนดีของข้าพเจ้าเพียงเพื่ออยากให้แม่มาช่วยพ่อเร็วที่สุด เพราะอย่างน้อยที่สุดคงเป็นสัญชาติญาณอันหนึ่งและคงเป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐสุดที่แม่ทุกคนพีงมีต่อลูก สิ่งที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐเกินกว่าที่จะกล่าวถึง กล่าวคือ แม่คือ คนที่จะคอยเช็ดนํ้าตาให้ลูกและพยายามทำทุกอย่างที่เลวร้ายให้ดีขึ้น แม่จะเป็นเสมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทองฟ้าที่มืดครึ้มในตอนกลางวันและแม่จะขับไล่ปีศาจร้ายที่ที่ทำให้มารังควาญทำให้เรากลัวในตอนกลางคืนให้หนีไป แม่จะรักและสวมกอดเราและรักเรายิ่งขึ้นด้วยสัมผัสที่ละเอียดอ่อน นุ่มนวลและจุมพิตที่แผ่วเบาของแม่ แม่จะช่วยทำให้ความเจ็บปวดและเรื่องที่คั่งค้างในจิตใจ ตลอดจนรอยแผลทางใจของเราเหือดหายไป ไม่เหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดนั้นเลย นี่คือสิ่งที่คนกล่าวขวัญกันว่า ”แม่คือ เพื่อนที่แสนดีของลูกนั่นเอง”

ข้าพเจ้าหาแม่เจอในหองครัวเล็กๆที่โปร่งสว่างและสะอาดในขณะที่แม่กำลังเตรียมทำอาหารเย็นอยู่ แม่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตาไฟ แม่ทำงานหนักและแม่จะเป็นคนที่เนรมิตทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี และทำให้ข้าพเจ้าสบายใจ แม่มักจะยุ่งกับงานบ้าน ข้าพเจ้าแน่ใจว่าแม่คงไม่รู้เลยว่าเกิดโศกนาฏกรรมอะไรขี้นภายในบ้านใน ขณะนั้น

“แม่ครับ แม่! มานี่เร็วๆ พ่อไม่สบาย! พ่อกำลังร้องไห้”

ข้าพเจ้าดึงผ้ากันเปื้อนของแม่ แต่แม่ทำหน้าตาเฉย แม่ไม่พูดอะไรสักคำแม่ไม่ยอมแม้แต่จะมองมาทาง ข้าพเจ้า แม่ไม่หยุดทำกับข้าว และไม่รีบตามข้าพเจ้าไปดูพ่อแม้แต่น้อย แม่ไม่สนใจที่ข้าพเจ้าดึงผ้ากันเปื้อนสีแดงลายช่องๆสีขาวของแม่ ที่แน่ๆ ก็คือ แม่ไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่ว่านี้ฉุกเฉินแค่ไหน
“แม่! พ่อกำลังจะแย่แล้ว พ่อต้องการความช่วยเหลือ” ข้าพเจ้าร้องเสียงดังว่า

“เร็วๆ เข้าแม่“,

Leave a Reply