DSC02229

เรื่องสั้น โทษใครดี (ตอนจบ)

and culture, Japanese is fun, Terakoya, writer, นักเขียนนวนิยาย

      “เขาไม่ใช่พ่อแก“ แม่แผ็ดเสียงออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับปัดมือข้าพเจ้าที่ดึงผ้ากันเปื้อนอยู่ แม่ผลักข้าพเจ้าออกไปให้พ้นตัวแม่ เป็นครั้งแรกในชีวิตข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าเห็นตาของแม่แปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความกลัวอย่างสุดขีดที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้

ทำให้ข้าพเจ้าต้องวิ่งเร่มาขอความช่วยเหลือจากแม่นั้นแม่กลับกลายเป็น “คนแปลกหน้า“ แม่พูดกับข้าพเจ้าราวกับว่าแม่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าข้าพเจ้าเป็นลูกที่วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากแม่ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากน้ำเสียงของแม่ข้าพเจ้ารู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

ข้าพเจ้าหายใจไม่ออก ช่วงวินาทีต่อมาเป็นช่วงวินาทีที่ข้าพเจ้าสับสนที่สุด แม่พูดออกมาว่า ”เขาไม่ใช่ พ่อแก” แม่ไม่รักลูกอีกแล้วหรือ ลูกทำอะไรผิดหรือแม่ หรือว่าพ่อทำอะไรผิดหรือ

แม่พูดอะไรออกมาว่า ”เขาไม่ใช่ พ่อแก” ทำไมแม่ปัดมือข้าพเจ้าแทนที่แม่จะสวมกอดข้าพเจ้าและช่วยปัดเป่าความกลัวที่ข้าพเจ้ามีอยู่ให้หมดไป ทำไมแม่ไม่รีบไปช่วยพ่อ ทำไมแม่ไม่เปลี่ยนอารมณ์เสียของแม่ และทำไมแม่ ไม่ยอมไปช่วยพ่อ ในขณะนั้นข้าพเจ้าจำแม่ไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ข้าพเจ้ารู้จักแม่
แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่รู้ว่าข้าพเจ้ามีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร แต่ที่ข้าพเจ้าจำได้อย่างแน่ชัดก็คือ ข้าพเจ้ารู้สึกหน้ามืดและวิงเวียนไปหมด มีอะไรบางอย่างที่ข้าพเจ้าไม่อาจจะอธิบายได้แต่ข้าพเจ้ารู้แต่ว่าภาพที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นกลับชัดเจนกว่าแต่ก่อนที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตข้าพเจ้า

แม้ว่าฟังแล้วจะรู้สึกแปลกๆก็ตาม แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้คิดว่าโลกนี้กลับหัวกลับหางไปหมดก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็สับสนและชอกช้ำใจ ความชอกชํ้าใจและเจ็บปวดนั้นไม่เหมือนความเจ็บปวดทางร่างกายที่เกิดจากแผลที่หัวเข่า ถลอกหรือถูกมีดบาดเล็กน้อยแต่อย่างไร แต่เป็นความเจ็บปวดที่เกิดจากแผล

ทางด้านจิตใจที่ฝังรากลึกลงในจิตใจของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าวิ่งออกไปจากบ้านโดยไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลานานมากทีเดียว นานเท่าไหร่นั้นข้าพเจ้าเองก็จำไม่ได้แต่สำหรับเด็กอายุขนาดนั้น ข้าพเจ้าว่ามันนานมากทีเดียว ข้าพเจ้าไปพบที่แห่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไปซ่อนตัวและร้องไห้สั่นกลัวไปหมด ด้วยความสับสน และงุนงงว่า

ข้าพเจ้าทำอะไรผิดมากมายหรือ แม่จึงทำกับข้าพเจ้าแบบนี้ แม่ที่ข้าพเจ้าพึ่งพา เชื่อใจแม่มากที่สุดในโลก แม่ที่ข้าพเจ้ารักและเชื่อใจยิ่งกว่าใครๆ

ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ข้าพเจ้ากลับไปบ้าน ข้าพเจ้ารู้แต่ว่า จากนั้นมา ไม่มีอะไรที่เหมือนสภาพเดิมอีก และจากวันนั้นมาข้าพเจ้าประมวลความคิดตามประสาเด็กๆถึงความแตกต่างระหว่าง “เฮ้าส์” กับ “โฮม“ได้อย่างดี

แม้ว่าเราจะยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ความรู้สึกรักและความมั่นคงทางจิตใจที่เคยมีอยู่ ถูกทดแทนด้วยความรู้สึกที่เกลียดชังและความไม่มั่นคง กล่าวคือ สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ว่านี้ล่องลอยปรากฏอยู่ในอากาศที่เราหายใจ  มันอยูที่นั่น ที่นั่นที่ว่านั้นก็คือ สีหน้าที่ปรากฎอยู่บนใบหน้าของเรานั่นเอง

เราสามารถแกะร่องรอยได้จากนํ้าเสียงของเรา สิ่งที่กล่าวมานี้มีผลกระทบต่อท่าทางของเรา แม้กระทั่งท่าทางเวลาที่เราเดินอีกด้วย

ช้าพเจ้าไม่เคยเรียนรู้เหตุผลที่นำมาสู่วันที่แสนปวดร้าวเท่านี้มาก่อนในชีวิต แต่จากสภาพแวดล้อมที่ข้าพเจ้าได้รับการเลี้ยงดูมาในสภาพที่ขาดความอบอุ่นและสายสัมพันธ์ที่ดี หรือโซ่คล้องที่โยงใยในบ้าน ข้าพเจ้าจึงไม่เคยรู้จักความหมายที่แท้ของคำว่า “ความสุข“ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงดี

(จบ)

 

Leave a Reply