chocolate piece

ใครอยากรู้สาเหตุ–โรคขาดวิตามิน “ส” (ตอนจบ)

Japanese is fun, Terakoya, Thailand, USA, วัฒนธรรม ความเชื่อ

ค่านิยมและการปลูกฝังที่ได้มาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเห็นอุปสรรคต่างๆที่ทำให้นักศึกษาไทยไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าวที่ว่านี้เองแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องคิดก็คือ อะไรเป็นตัวผลักดัน และตัวเร่งที่ทำให้นักศึกษาไทยออกมาในลักษณะดังกล่าวที่ว่านี้

สำหรับจุดนี้ดิฉันคิดว่า อุปสรรคที่ว่านี้ก็คือ ค่านิยมและการปลูกฝังที่ได้มา ตั้งแต่เด็กเพราะในสังคมไทย ญี่ปุ่นเกาหลี และจีนอย่างน้อยที่สุดต่างก็มีจุดร่วมที่ว่า ตั้งแต่เด็กส่วนใหญ่โดยเฉพาะครอบครัวที่มีอันจะกิน เราจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม และได้รับการดูแลอย่างดี จากพ่อแม่ และญาติพี่น้อง และได้รับการอบรมให้เป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ รู้จักอ่อนน้อม เชื่อฟัง หัวอ่อน ไม่เป็นคนก้าวร้าว

ที่โรงเรียน ครูจะเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ที่ทำหน้าที่คอยดูแลสั่งสอนเรา ดังนั้นเด็กดีในสายตาครูก็คือ เด็กที่มีความประพฤติเรียบร้อย เชื่อฟัง อยู่ในโอวาทของครู หัวอ่อน นอบน้อม และรู้จักเคารพผู้ใหญ่ เป็นต้น

ถึงเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม พ่อแม่ก็ยังคิดว่าเราเป็นเด็ก ยังไม่มีความคิดอ่านของตัวเอง ดังนั้นพ่อแม่จะเป็นเสมือนผู้กำกับ ที่คอยบอกบทหรือคอยให้คำแนะนำและปูทางที่ท่านคิดว่าดีที่สุดสำหรับเราเสมอ

สุภาษิตที่ผู้ใหญ่ใช้กับเราเสมอก็คือ  “เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด”  หรือไม่ก็ “อาบน้ำร้อนก่อนเจ้า“  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นักเรียนไทย ส่วนใหญ่จะสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสาขาที่พ่อแม่อยากให้เรียนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ตัวนักศึกษาเองอยากเรียนสาขาอื่นแต่พ่อแม่อยากให้เรียนวิศวะ หรืออยากให้เรียนหมอ ก็ต้องสอบสาขาที่พ่อแม่อยากให้เรียน

เมื่อนักศึกษาต้องจำใจเรียนสาขาวิชาที่ตัวเองไม่อยากจะเรียน นักศึกษาจะรู้สึกว่าสนุกและเกิดความคิดของตัวเองว่าเรียนแล้วจะไปใช้อะไรได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ตัวเองเรียนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตัวเอง อยากเรียน

บางครั้งเด็กไทยอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากพ่อแม่และอยากทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แต่ในที่สุด เด็กไทยมักจะไม่มีโอกาสได้ทำตามที่ตัวเองอยากจะทำ เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเด็กหัวดื้อ อวดดีและไม่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่

เมื่อเด็กส่วนใหญ่ในเอเชียถูกเลี้ยงดูมาในกรอบที่ว่ามีพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำแนะนำให้ความช่วยเหลือและช่วยคิด มาตลอดจนเคยชิน จะทำอะไรสักอย่างก็ต้องขออนุญาตก่อน ไม่เคยกล้า ตัดสินใจทำอะไรเองได้ หรือถ้าพ่อแม่ไม่อนุญาต ก็ไม่มีทางได้ทำเราไม่ได้รับการอบรมแบบเด็กชาวตะวันตกที่ว่าเด็กสามารถพูดคุยปรึกษากล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองให้พ่อแม่ฟัง และพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็จะพยายามเข้าใจและสนับสนุนเพื่อให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง

เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าการอบรมในสังคมบ้านเรา ในญี่ปุ่น เกาหลี และจีน นั้นจะออกมาในแง่ที่ว่าถ้าพ่อแม่ไม่อนุญาต ไม่เห็นด้วย เพราะใช้กฎ “อำนาจสิทธิขาดของพ่อแม่”  ดังนั้น จะดื้อรั้นหัวชนฝา ฝืนทำต่อไไม่ได้  เพราะเป็นการกระทำของลูกที่ไม่เคารพรักม่ ไม่กตัญญูููและไม่เชื่อฟังพ่อแม่

ความคิดที่ว่านี้มีผลกระทบไปยังการศึกษาของนักเรียนไทย ทำให้นักศึกษาไทย รู้จักแต่การเรียนแบบรับไม่รู้จักคิดไม่รู้จักสงสัย และตั้งคำถาม ได้แต่รับความรู้ที่ครูบาอาจารย์สอนแต่อย่างเดียว

จากปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆมากมายข้างต้นที่ว่านี้ อยู่ดีๆ จะให้นักศึกษาไทยที่อยากเรียนต่อ หรือไปเรียนต่อต่างประเทศ ให้รู้จักคิดอะไรเองกล้าตัดสินใจ และลองทำอะไรเองนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายถ้าเราไม่ได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักคิดและทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก

พูดง่ายๆก็คือ เราได้รับการเลี้ยงดูให้ชินกับการที่พึ่งพาอาศัยคนอื่นจนเคยชินและเคยตัว ทำให้เราไม่กล้าที่จะทำอะไรผิดแปลกไปจากคนอื่นและพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ปล่อยให้เรา หัดทำอะไรเอง หรือเรียนรู้ และแก้ปัญหาอะไรเอง

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดขวาง การพัฒนาความคิดที่สร้างสรรค์ทั้งสิ้นมีแต่ทำสิ่งที่คนอื่นคิดค้นมาแล้ว แล้วก็มาคิดปรับปรุงหรือไม่ก็ดัดแปรงให้ดีกว่าที่คนอื่นทำเท่านั้น

นักศึกษาทุกคนขาดวิตามิน “ส”จริงหรือ

การที่นักศึกษาไทยขาดความคิดที่สร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะนักศึกษาทุกคนขาดวิตามิน “ส”  ที่กล่าวมาข้างต้นแต่อย่างไร เพราะในความเป็นจริง มีนักศึกษาที่มีวิตามิน  “ส”   ในตัวไม่น้อยทีเดียว

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า ในระบบการศึกษาบ้านเรา นักศึกษามักจะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสลองทำงาน หรือทำวิจัยในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ เพราะไม่ได้รับการอนุมัติ และเห็นด้วยจากอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นต้น

สิ่งที่ว่านี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวาง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาไทย ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัวนักศึกษาเท่านั้น ถึงแม้เราจะพยายามสร้างค่านิยมทางสังคมใหม่นับตั้งแต่การเลี้ยงดู และการศึกษาที่เน้นการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนรู้จักใช้หัวคิดตัวเองหัดทำอะไรเองตั้งแต่เด็กก็ตาม

แต่ตราบใดที่ผู้ใหญ่หรือครูผู้สอนในสังคมบ้านเรายังติดอยู่กับค่านิยมเก่าที่ยังต้องการเห็นเด็กไทยเป็นเด็กหัวอ่อน เชื่อฟัง และตั้งใจเรียนอย่างเดียว โดยไม่ฝึกให้เด็กรู้จักใช้สมองและหาเหตุผลเอง โรคขาดวิตามิน ‘ส’ ที่เกิดกับนักศึกษาไทย และเด็กไทยก็คงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

Leave a Reply