ใครอยากรู้สาเหตุ–โรคขาดวิตามิน “ส” (4)

Japan, Terakoya, Thailand, USA, วัฒนธรรม ความเชื่อ

“สิ่งที่ขาด และพร่องในตัวนักศึกษา”

จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาที่รักความก้าวหน้าและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นักศึกษาเอง เมื่อดิฉันให้คำแนะนำอะไรไป นักศึกษาเองจะพยายามนำไปคิดต่อ ก่อให้เกิดความรู้สึกกดดัน กลัดกลุ้มใจ ที่นักศึกษาเองสารภาพว่าพยายามจะใช้หัวคิดเท่าไรตามที่ดิฉันแนะนำไป แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าควร จะทำอย่างไรดี เพราะไม่เคยถูกสอนให้รู้จักคิดเองอย่างจริงจังนั่นเอง

เราคงไม่ปฎิเสธว่า จากการเรียนการสอนในบ้านเราตั้งแต่เด็กเราไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักคิดเอง หรือเมื่อไม่เข้าใจ เราก็ไม่มีวิธีการหรือมีการสนับสนุนให้นักเรียนมีความกล้าที่จะถามครูผู้สอน ดังนั้นการที่จะบอกให้นักเรียน และนักศึกษาไปคิดเองและเรียนเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นประเด็นที่ดิฉันต้องเก็บมาคิดต่อ

ดิฉันใช้เวลาสังเกต รวบรวมข้อมูลและใช้เวลาพูดคุยกับนักศึกษา เพื่อที่จะสาเหตุว่าอะไร คือสิ่งที่ขาดหรือพร่องในตัวนักศึกษาเพื่อจะได้นำไปใช้แก้ไขปรับปรุงได้บ้าง

จากการพูดคุยกับนักศึกษา ดิฉันเริ่มเห็นสิ่งที่ขาดในตัวนักศึกษาอย่างมาก นับตั้งแต่ การที่นักศึกษาขาดการสังเกต และขาดความสนใจ เป็นต้น

สิ่งที่ขาดหายไปในตัวนักศึกษาไทยนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคำที่ ขาดในตัวนิสิตและนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสิตและนักศึกษาไทยส่วนใหญ่จะขากคำที่ขึ้นต้นด้วย  “ส “ หรือขาดวิตามิน “ส “ นั่นเอง

ดิฉันอยากแสวงหาคำตอบที่ว่า องค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างนักศึกษาไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์ คืออะไร  แต่ก่อนที่จะให้นิสิตและนักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ได้นั้น เราจำเป็นจะต้องสร้างพื้นฐานสำคัญในการที่จะสร้างนักศึกษาไทยให้มี “ความคิดสร้างสรรค์” ก่อน

“โรคขาดวิตามิน  ’ “

“ความสนใจ” ถ้านักศึกษาเอง ยังไม่รู้จักให้ความสนใจว่าตัวเองเรียนไป เพื่ออะไร หรือตัวเองยังไม่รู้ว่าจุดยืนของการมาเรียนคืออะไร เรียนแล้วเอาไปใช้อะไรได้บ้างในอนาคต และทำไมตัวเองจึงเลือกทำหัวข้อดังกล่าวเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ล่ะก็ นักศึกษาก็จะไม่มีความสนใจ

เมื่อไม่มี “ความสนใจ” นักศึกษาก็จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง ”สังเกต” สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะตัวเองไม่ได้มีความสนใจนั่นเอง

เมื่อไม่หัด ”สังเกต“  สิ่งที่ตามมาก็คือ นักศึกษาจะไม่ “ใส่ใจ”   ที่อยากจะเรียนรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะไม่เห็นว่า มันน่าตื่นเต้น หรือน่าสนใจตรงไหน เวลาเรียนก็จะเรียนๆไปอย่างนั้นเอง โดยที่ไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งที่เรียนนั้นสำคัญมากน้อยเพียงไร

เมื่อ“ไม่สนใจ ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ” ไม่ว่านักศึกษาจะพบเห็นอะไร นักศึกษาก็จะมองด้วยสายตา และความรู้สึกที่ไม่รู้จักคำว่า สงสัย

เมื่อนักศึกษาไม่มีความ สงสัย” โดยปริยายนักศึกษาย่อมไม่เคยรู้จักคำว่า สับสน” ว่า ทำไมสิ่งที่ตัวเองเรียนมาจึงเป็นอย่างนี้

ดิฉันเชื่อแน่ว่่า คงมีบางครั้งที่นักศึกษาเองอาจจะ สับสน” ไม่เข้าใจ แต่นักศึกษาเองก็ไม่ได้มีความพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะพอเกิดความ สับสน” ขึ้นมาเมื่อไร นักศึกษาไทย ก็จะวิ่งถามหาคำตอบจากเพื่อนและอาจารย์ พอได้คำตอบแล้ว ก็แล้วกันไป โดยที่ไม่ได้คิดติดใจหรือสนใจกับเรื่องนั้นๆอีกต่อไป

ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็คือ นักศึกษาเองไม่เคย สะดุด” กับปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น นักศึกษาย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปเที่ยว สอบถาม” หรือหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้เสียเวลา

เมื่อไม่มีต้องไป สอบถาม” นักศึกษาก็จะมองข้ามความสำคัญของเรื่องนั้นๆและสุ่มเดาว่าเป็นเรื่องที่ไม่มี  สาระความรู้” อะไร ทำไมจะต้อง เสียเวลา” ไปนั่งคิดให้ปวดหัวทำไม

เมื่อปัญหาแรกเริ่มที่เกิดจากความ ไม่สนใจ ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ ไม่สงสัย ไม่สะดุด ไม่สอบถาม ไม่เสียเวลา

ผลที่ตามมาก็คือ  นักศึกษาก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการสำรวจ”  ค้นหาข้อเท็จจริงอะไรทั้งสิ้น

เมื่อนักศึกษาไม่เห็นความสำคัญของการที่จะต้องสำรวจค้นหาข้อเท็จจริงนักศึกษาก็ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกไปสำรวจหาข้อมูลต่างๆ

เมื่อไม่เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการที่จะต้องออกไปสำรวจ และเก็บข้อมูล นักศึกษาก็จะสูญเสียโอกาสที่จะ ”สัมผัส” กับปัญหาที่แท้จริง เพราะแม้แต่ข้อมูล นักศึกษาก็ยังไม่เคยเก็บหรือรู้จักจดลงใน สมุดบันทึก” เพื่อดูและติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่าง สม่ำเสมอ 

เมื่อไม่มีข้อมูลสำหรับเก็บ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การ สั่งสม”  ข้อมูล เพื่อเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็นย่อมเป็นไปไม่ได้

เมื่อไม่มีการ สำรวจ “ ไม่มีการสั่งสม “ ข้อมูลนักศึกษาก็ไม่ต้องเสียเวลากับการ สะสาง” แยกแยะข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาเหล่านั้นให้เป็นระบบ และเป็นหมวดเป็นหมู่

ถ้านักศึกษาขาดพื้นฐานที่จำเป็นดังกล่าวข้างต้นนี้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะตามมาก็คือ นักศึกษาจะไม่รู้จักตั้ง สมมติฐาน” เกี่ยวกับหัวข้อที่ตัวเอง อยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองอยากรู้

หากปราศจาก ความสนใจตั้งแต่แรกเริ่ม การที่จะคิดตั้งสมมติฐานเพื่อหาคำตอบนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่สนใจ และไม่มีสมมติฐานอะไร นักศึกษาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออก “แสวงหา”

ในการ “แสวงหา” นั้น บ่อยครั้งจำต้องใช้เวลา ต้องใช้ความบากบั่น ขวนขวาย และความพยายาม ถ้านักศึกษาท้อถอย และใจ ‘ไม่สู้” พอเจออุปสรรคหน่อยก็ท้อแท้หมดกำลังใจ นักศึกษาจะเรียกว่าตัวเองออกไปแสวงหาคงไม่ได้

เพราะพื้นฐานเบื้องต้นแห่งการแสวงหานั้นจะต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับ บางครั้งสิ่งที่นักศึกษาคาดหวังว่าจะได้นั้น อาจจะได้หรืออาจจะไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ก็ได้ ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่จำต้องมีก็คือ นักศึกษาจะต้องยอมรับและพร้อมที่จะเผชิญกับการ “เสี่ยง“

ถ้านักศึกษาเข้าใจความจริงที่ว่านี้ แทนที่จะรู้สึกกลัว ใจไม่สู้ หรือท้อถอยหมดกำลังใจ นักศึกษาจะรู้สึกว่า “สนุก” กับการที่ตัวเองมีโอกาสแสวงหาในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อยากรู้ และอยากได้คำตอบ

เมื่อนักศึกษารู้ว่าในการ แสวงหาทุกครั้ง จะต้องมีการ “เสี่ยง“ เหมือนกับการเล่นเกม นักศึกษาก็จะกล้า “สุ่มเดา“ และ “สุ่มคิด“ เพื่อหาความเป็นไปได้ของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เพื่อจะให้ได้มาซึ่งคำตอบที่จะมาสนับสนุน สมมติฐานที่ตั้งเอาไว้

การทุ่มเทเวลากับสิ่งที่ตัวเองต้องการอยากรู้ และแสวงหา แค่นั้นยังไม่เพียงพอ นักศึกษายังจำเป็นต้องพยายามสร้างเงื่อนไข และ “สภาพแวดล้อม”  ในการที่จะศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่แสวงหานั้นอย่างจริงจัง และต้องมี “สมาธิ”  ตั้งอกตั้งใจหาคำตอบให้ได้

เมื่อทำอย่างต่อเนื่องถึงระดับหนึ่ง นักศึกษาก็จะเริ่มเห็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้ข้อมูลและสิ่งที่ต้องการมากเพียงพอแล้ว นักศึกษาก็กล้าที่จะนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปเสนอให้คนอื่นฟังได้

ยิ่งสิ่งที่ตัวเองทุ่มเทเวลาไปนั้นเป็นไปตามสมมติฐานที่ตัวเองตั้งไว้ นักศึกษาก็ย่อมกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆด้วยความมั่นใจให้คนอื่นได้รับฟัง

หลังจากการทุ่มเททำอย่างจริงจัง มีข้อมูล มีสมมติฐานและข้อคิดเห็นที่เป็นของตัวเองนักศึกษาก็ย่อม

“สรุป “ ได้ว่า สิ่งที่ตัวเองสนใจทำและทุ่มเทมาตลอดนั้น ผลสรุปคืออะไรและผลสรุปที่ได้นั้น ก็คือ “การค้นพบ” ของนักศึกษา (discovery) นั่นเอง

การค้นพบ  (discovery) สิ่งใหม่ด้วยตัวเองนี้แหละที่เรียกกันว่า “ความคิดที่สร้างสรรค์“ ซึ่งก่อตัวขึ้นโดยธรรมชาติจากพื้นฐานความสนใจ จากปัจจัย ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆที่รวมกันเข้านั่นเอง

Leave a Reply