ใครอยากรู้สาเหตุ—โรคขาดวิตามิน “ส” (1)

Japan, Terakoya, Thailand, วัฒนธรรม ความเชื่อ

โรคขาดวิตามิน “ส”

ดิฉันมั่นใจว่า แทบทุกคนที่ผ่านการศึกษาและเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในบ้านเรา แทบทุกคนคงจะเคยพูดกับเพื่อนๆหรือเวลาที่พูดถึงสมัยที่เราเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย สมัยที่เราเป็นนักเรียน และนักศึกษา เราทุกคนรู้ดีว่า ปัญหาการศึกษาในบ้านเรา ยังต้องพัฒนาและปรับปรุงอีกมาก เราไม่เพียงแต่ขาดบุคลากรที่มีคุณสมบัติ ขาดวิธีการสอนที่ดีมีประสิทธิภทพและขาดอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย ตลอดจนปัญหาต่างๆอีกมากมาย

บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2001 หรือเมื่อ 18 ปี ที่แล้ว ก่อนที่ดิฉันจะขอเกษียณตัวเองลาออกจากการเป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่นและเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมปี ค.ศ. 2002

บทความนี้ อาจจะเป็นบทความที่เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดิฉันเองต้องยอมรับว่า ผิดหวังกับตัวเองในฐานะที่เป็นเรือจ้างที่ไม่อาจทำอะไรในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศไทยได้เหมือนที่เคยตั้งความหวังไว้ เพราะระบบการเรียนการสอนในบ้านเรา ยังเป็นระบบการสอน ที่ไม่สอนให้นักเรียน นักศึกษารู้จักคิดเอง หาคำตอบเอง ความรู้สึกผิดหวัง หมดกำลังใจในขณะที่เขียนบทความนี้ ในขณะนั้น ความรู้สึกคงไม่ต่างอะไรกับตะเกียงที่น้ำมันกำลังจะหมดก็ได้

ก่อนเขียนบทความนี้ ดิฉันมีโอกาสไปกินข้าวเย็นกับนักศึกษาไทยที่ตัวเองสอนมา เรานั่งคุยถึงปัญหาต่างๆและปัญหาที่นักศึกษาเองเล่าให้ดิฉันฟัง ดิฉันโชคดีที่มีโอกาสเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาทั้งไทย และนักศึกษานานาชาติทั่วโลกที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยงะคุเง (Gakugei University)  รวมทั้งนักศึกษาไทยที่จบปริญญาตรี โท และเอก ที่ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นหลายคน

เนื่องจากบทความนี้ เขียนเมื่อ 18  ปีที่แล้ว เนื้อหาที่เขียนขึ้นนี้อาจจะล้าสมัย หรือการศึกษาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็ได้ ดิฉันต้องการเก็บไว้ให้ทุกคนที่สนใจอยากอ่านว่า เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วการศึกษาของไทยในสายตาของดิฉันเป็นอย่างไร

“การปฏิรูปการศึกษา”

เมื่อเดือนสิงหาคม (ปี ค.ศ. 2001 หรือ เมื่อ 18 ปีที่แล้ว) ดิฉันมีโอกาสกลับไปเมืองไทย คราวนี้ มีโอกาสอยู่นานถึงเกือบ 2 เดือนเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปีที่จากเมืองไทยไปเป็นนักวิจัย และอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นในเมืองโตเกียว

เช้าวันหนึ่ง ในกรุงเทพฯในขณะที่ดิฉันกำลังนั่งจิบชาอยู่ บังเอิญเปิดไปเจอรายการ “การปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาออกมาพูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆในวงการ

การศึกษาในบ้านเรา

“การปฏิรูปการศึกษา” เป็นปัญหาเรื้อรังที่ถกเถียงกันมานาน ได้แต่ถกเถียง แต่แทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้มีการแก้ไข และปรับปรุงกันอย่างจริงจัง

“การปฏิรูปการศึกษา” ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันได้ง่ายๆ เพราะจะต้องมองปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งระบบ ตลอดจนขอบข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศแล้ว ยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องนโยบายของรัฐบาล บุคลากร ตลอดจนความพร้อมของทุกๆฝ่าย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาจึงจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

“รูปแบบการศึกษา”

ก่อนที่จะพูดกันถึงเรื่อง “การปฏิรูปการศึกษา” ก่อนอื่นปัญหาต่างๆที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณา เช่น การศึกษาในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยควรจะเป็นรูปแบบใด ความรู้ที่สอนในมหาวิทยาลัยควรจะเป็นความรู้ที่สอนให้ผู้เรียนรอบรู้ทางด้านวิชาการแต่เพียงอย่างเดียวหรือควรจะต้องเป็นความรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานภาคต่างๆในสังคม

ถ้าเรายังไม่มีความเข้าใจร่วมและเห็นพ้องต้องกัน “การปฏิรูปการศึกษา” ก็คงจะเป็นไปได้ยากหรือถ้าทำได้ก็คงใช้เวลากันยาวนานทีเดียว

ปัจจุบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรนั้น ดิฉันไม่อาจตอบได้ในรายละเอียด เพราะสำเร็จการศึกษามานานปีแล้ว แต่เท่าที่มีโอกาสสัมผัสกับนิสิตและนักศึกษาไทยที่ได้ทุนรัฐบาลไปเรียนและศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

ดิฉันเห็นว่าคุณภาพการศึกษาในมหาวิทยาลัยในบ้านเราในปัจจบันและสมัยที่เรียนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยยังเรียนหนังสือแบบต้องให้ครูผู้สอนป้อน และเรียนแบบท่องจำไปสอบเหมือนสมัยที่ดิฉันเรียนไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เวลาผ่านไปประมาณสามสิบปีแล้วก็ตาม

ในปัจจุบันวิวัฒนาการและการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีล้ำหน้าและรุดหน้าไปไกลมาก ทำให้วิชาการที่คนเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยนั้นบางครั้ง ไม่เพียงแต่ไม่สอดคล้องและไม่ทันกับความรุดหน้าทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมอีกด้วย ดังนั้น บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่อาจนำเอาความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัยไปใช้งานได้

ในแต่ละปี มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ผลิตบัณฑิตหลายหมื่นคน แต่ในสภาพความเป็นจริง เรามีบัณฑิตสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าทำงานในสาขาวิชาที่ตนเรียนมาบ้าง หรือมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เรียนแล้วนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการทำงานได้อย่างเต็มที่และจริงจัง ปัญหาที่ว่านี้เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานและปัจจุบันคิดว่าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

Leave a Reply