sakura to ishi

มองแดนซากุระ–ดอกซากุระกับคนญี่ปุ่น (3)

All about books, Japan and culture, Japanese is fun, nature

ดังนั้นดอกซากุระจึงมีความผูกพันอย่างมากกับชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนจิตใจของชาวญี่ปุ่น

sakura 5

ต้นซากุระไม่ใช่ต้นไม้ที่ปลูกทั่วไป

จะปลูกตามสวนสาธารณะ มหาวิทยาลัย 

หรือ หน้าพระราชวังจักรพรรดิ์

   โดยเฉพาะในโตเกียว ต้นซากุระจะมีปลูกเพียงไม่กี่แห่ง เช่น ตามสวนสาธารณะ ตามมหาวิทยาลัย หรือแถวหน้า พระราชวังจักรพรรดิ์ ความสวยงามของดอกซากุระก็ยังมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่สถานที่อีกด้วย

   ในหนึ่งปีจะมีฤดูใบไม้ผลิเพียงครั้งเดียว ซากุระก็จะบานเพียงครั้งเดียวในฤดูใบไม้ผลิ ประมาณต้นเดือนเมษายน ในโตเกียวบางปี ถ้าฝนตกมากหรืออากาศเย็น มีลมมรสมเข้า ก็มีผลทำให้ซากุระบานช้า

หรือ ถ้าโชคร้าย ในปีนั้นมีฝนตกมากผิดปกติ หรืออากาศหนาวเย็น ดอกซากุระก็จะไม่บาน หรือบานช้า กว่าจะบานเต็มที่ให้คนได้ชมความสวยงามกัน หรือแทบจะเรียกว่า อดชมความสวยงามกันเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ทันที่ดอกซากุระ จะบานก็ถูกลมและ

พายุพัดจนร่วงหล่นหมดต้นไปเสียก่อน

  นางสนองพระโอษฐ์

 ดังนั้นการที่มีโอกาส ไปชมดอกซากุระตอนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มต้นจริงๆในช่วงเวลาสั้นๆเพียง 3-4 วันโดยที่ดอกซากุระไม่ถูกลม หรือพายุฝนพัดร่วงหล่นไปเสียก่อน ถือว่าเป็นบุญตาอยางยิ่งสำหรับคนญี่ปุ่นในปีนั้น  

    จากเหตุผลดังกล่าวที่ว่านี้เอง จีงทำให้ความงามของซากุระเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในวรรณคดีญี่ปุ่น ในราวศฅวรรษที่ 10-11 ทุกครั้งที่นางสนองพระโอษฐ์ในพระราชวัง กล่าวถึงดอกซากุระในบทกวีที่แต่ง มักจะเป็นบทกวีที่

พรรณาถึงความสวยงามของดอกซากุระยามที่บานสะพรั่งเสมอ เพราะความสวยงามของดอกซากุระยามที่บานสะพรั่ง ตลอดจนคืนพระจันทร์เต็มดวงนั้นถือว่า เป็นความสวยงามสุดยอดของธรรมชาติ ทำให้ชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

ได้รับอิทธิพลจากความคิดนี้  ซึ่งแม้จะไม่ว่างเพียงไรก็ตาม เมื่อถึงฤดูดอกซากุระบานก็จะต้องพยายามหาเวลา และสละเวลาไปดูให้ได้

  พระโยชิดะ เคงโค 

   ในขณะที่นางสนองพระโอษฐ์ และนางสนมในวัง มีความคิดเกี่ยวกับความสวยงามของซากุระดังกล่าวก็ตาม ก็มีพระทางศาสนาพุทธองค์หนึ่งชื่อ โยะชิดะ เคงโค ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงและมีชีวิตอยู่ในราวปี พ.ศ. 1826

      พระโยชิดะ เคงโค  มีความคิดเกี่ยวกับความสวยงามของดอกซากุระแตกต่างจาก นางสนองพระโอษฐ์และนางสนมในวัง ผู้ซึ่งเกิดมาไม่เคยเห็นของสกปรกน่าเกลียด วันๆก็อยู่แต่ในพระราชวัง ไม่เคยเห็นแม้แต่คนธรรมดาสามัญ

หรือคนยากจนทั่วไปว่าเขาเหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่หรือใช้ชีวิตกันอย่างไร

       นางสนมในวังเหล่านี้ วันๆมีแต่แต่งตัวสวยๆ แล้วก็แต่งโคลงเกี้ยวกับชายหนุ่มในวัง  ตลอดจนเป็นเพียงเครื่องบำเรอความสุขแก่จักรพรรดิ์ หรือไม่ก็ชายหนุ่มที่มียศต่างๆในวั เวลาจะไปไหนก็จะต้องนั่งแคร่ที่มีคนหาม หน้าต่างก็ต้องปิดมิดชิดไม่ให้ใครเห็นหน้า

 ก็เลยมีค่านิยมที่คับแคบของตัวเองว่า “ถ้าจะดูพระจันทร์นั้น จะต้องดูเฉพาะตอนพระจันทร์เต็มดวง หรือ ถ้าจะชมดอกไม้ ก็ต้องตอนที่ดอกซากุระ บานสะพรั่งเต็มต้น”

      พระโยชิดะ เคงโค จึงเขียนกล่าววิพากษ์วิจารณ์ ความคิดที่คับแคบของนางสนมต่างๆในวัง โดยเฉพาะนางสนองพระโอษฐ์จักรพรรดิ์ เซ โชนะงง ผู้แต่งหนังสือ สมุดข้างหมอน” (มะคุระ โนะ โซชิ) ชื่อหนังสือเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Pillow book “

       ถ้าทุกคนมีความปรารถนาเดียวกันเธอ คืออยากจะชมดอกซากุระเฉพาะตอนที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง อย่างสวยงามเต็มต้น เพราะถือว่าเป็นช่วงที่สวยงามที่สุดก่อนที่ดอกซากุระจะร่วงหล่น ก็เท่ากับว่ามนุษย์ทุกคนมองข้ามความจริงที่ว่า 

สรรพสิ่งในโลกทั้งมวล ย่อมมีจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของมันเอง”

        ถ้าจะดูดอกไม้เฉพาะตอนที่ดอกไม้บานเต็มต้นเท่านั้น ก็เท่ากับปฏิเสธไม่เห็นความสำคัญ และไม่ยอมรับความจริงที่ว่า อดีตมีความเป็นมาอย่างไร จึงมีพัฒนาการมาเป็นปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดที่เน้นความสำคัญ

ที่ปัจจุบันมากกว่าที่จะมองถึงอดีตของ เซ โชนะงง

(มีต่อ)

Leave a Reply