Sashimi

การเข้าสู่ “นานาชาติ” ของญี่ปุ่น –จากสายตา อดีตนักศึกษาไทยในญี่ปุ่น (3)

Japan and culture

ไม่มีตัวตนของเสรีภาพทางด้านวิชาการ

การทำญี่ปุ่นให้ เป็น “นานาชาติ หรือ สากล” นั้น เป็นเพียงชื่อเท่านั้น ตอนแรกที่ฉันไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ฉันมีอิสระเสรี มีความเป็นตัวของตัวเองในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถกเถียงกับคนอื่นได้อย่างสบายใจ บรรยากาศใหม่ๆที่ได้รับทำให้ฉันคิดว่า ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจอะไร นักศึกษาก็จะยกคำถามขึ้นมาถามผู้สอนได้อย่างเต็มที่ ส่วนผู้สอนก็จะตอบคำถามนักศึกษาจนกว่านักศึกษาจะเข้าใจ   ถ้าผู้สอนอธิบายแล้ว นักศึกษายังไม่เข้าใจ ผู้สอนสัญญากับนักศึกษาว่าคราวหน้าจะอธิบายให้ฟังอีกครั้ง หรือแม้แต่เวลาที่ฉันไปร่วมงานประชุมทางด้านวิชาการ นักวิจัยที่มีผลงานเสนอให้ผู้ฟังในที่ประชุมทางวิชาการ พูดเสร็จก็แทบจะไม่มีใครยกมือถามคำถาม ฉันแทบไม่เคยเห็นว่าจะมี นักวิจัยคนไหนที่จะต้องจดคำถามที่ผู้เข้าร่วมในงานวิชาการถามเลย บรรยากาศที่ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั้งในการประชุมทางด้านวิชาการในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

เมื่อมองย้อนกลับไปในสมัยฉันเป็นนักเรียนมัธยมต้น ฉันได้รับคำเตือนและคงจะรำคาญจากครูผู้สอนชาวไทยว่า ฉันถามคำถามมากเกินไป ในขณะที่ไม่เห็นมีนักเรียนคนอื่นไม่เข้าใจ และถามครูผู้สอนเหมือนฉัน  ตั้งแต่นั้นมา ถ้าฉันไม่เข้าใจฉันก็จะไม่ถามคำถามครูผู้สอนไทยอีก ส่วนวิชาภาษาญี่ปุ่นที่ครูญี่ปุ่นสอน ฉันจะถามครูชาวญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวหลังเลิกเรียน

ในสภาพความเป็นจริง การศึกษาในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการสอนในเมืองไทย  แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกา ถ้าเรียนนักศึกษาในห้องเรียน เรียนแล้วไม่เข้าใจ อาจารย์ผู้สอนจะอนุญาตและเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามจนกว่าจะเข้าใจ และครูผู้สอนก็เต็มใจตอบคำถามของนักศึกษา ดังนั้นฉันจึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เมื่อตอนที่ฉันไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉันเรียนได้อย่างเต็มที่ก้วยการเรียนแบบที่ตัวเองถนัดและเป็นตัวของตัวเอง เวลาไม่เข้าใจ ฉันก็ไม่ลังเลที่จะถามอาจารย์ผู้สอน แถมมีการแลกเปลี่ยความคิดเห็น และถกเถียงกันในห้องเรียนได้อย่างอิสระเสรีด้วยความสบายใจ

แม้แต่ตอนที่ฉันเป็นนักวิจัยและไปร่วมงานประชุมทางด้านวิชาการแล้วก็ตาม งานประชุมด้านวิชาการของญี่ปุ่นก็จัดขึ้นด้วยบรรยากาศที่เน้นรูปแบบ และเป็นพิธีการอย่างมาก คำพูดที่ใช้ในที่ประชุมก็ใช้คำพูดที่เป็นทางการไม่เป็นกันเอง สำนวนคำพูดที่ใช้ก็จะเป็นคำพูดที่ผู้จะพยายามเลี่ยงไม่พูดอะไรออกมาตรงๆ ด้วยการใช้คำพูดที่อ้อมค้อม ที่ต่างคนต่างต้องระมัดระวังตัวกันอย่างมาก เพื่อไม่พูดคำพูดที่พูดออกไปกระทบกระทั่งความรู้สึกของอีกฝ่าย

(มีต่อ)

Leave a Reply