Autumn in Tokyo, Edo Buildings

การเข้าสู่ “นานาชาติ” ของญี่ปุ่น –จากสายตา อดีตนักศึกษาไทยในญี่ปุ่น (4)

Japan and culture

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ในการประชุม ก็เช่นเดียวกับ ในกรณีที่มีการชี้แจงข้อสงสัยในรัฐสภาของญี่ปุ่น การชี้แจงจะดำเนินการตามที่คนเตรียมเขียนบทไว้ให้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างการประชุมในรัฐสภาไม่อนุญาตให้มีคำถามและข้อโต้แย้งใดๆที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อะไรที่ฟังแล้วไม่เข้าใจก็ทิ้งไว้ทั้งๆที่ไม่เข้าใจอย่างนั้น ไม่ว่าจะมีคนที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม

ทั้งนี้ก็เพราะข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆก็มีการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน  ดังนั้น การเสนอความคิดเห็นในที่ประชุมก็เป็นความคิดเห็นจากฝ่ายเดียว โดยไม่มีการวิจารณ์ด้านเชิงบวก หรือด้านเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการโต้แย้งใดๆ นานๆครั้ง ก่อนจบการประชุม อาจมีประธานในที่ประชุมกล่าวแสดงความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมก็ได้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา

นอกจากนั้น ในการประชุมทางด้านวิชาการ แทบจะไม่มีใครถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหางานวิจัยที่เพิ่งพูดจบไป พอผู้พูด พูดเสร็จแล้ว ผู้ดำเนินรายการก็พร้อมที่จะเปลี่ยนให้ ผู้พูดคนต่อไปขึ้นมาพูด นี่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่แปลกเช่นกัน

ในงานประชุมทางด้านวิชาการแห่งหนึ่ง ฉันถามนักวิชาการชาวออสเตรเลียที่ฉันรู้จักดีว่า “ทำไมไม่ค่อยเห็นคนที่มาประชุมงานวิชาการยกมือถามคำถาม”  นักวิชาการชาวออสเตรเลียนตอบฉันว่า ” ในการประชุมวิชาการในญี่ปุ่น แต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วม มีโควต้าในการถามคำถามได้ไม่เกินสามคำถาม เมื่อวานนี้และวันนี้ฉันถามคำถามไปแล้ว ครบสามคำถามพอดี เป็นอันว่า ฉันหมดโควต้าที่จะถามได้ ฉันจะไม่ถามอะไรอีก” ท่านตอบฉันด้วยรอยยิ้นขึ่นๆพร้อมกับกระพริบตาให้ฉัน (เป็นอันรู้กันว่าที่ท่านพูดแบบนี้ ต้องการสื่อความหมายอะไร)

ตามที่ทราบกันดี หลังจากการประชุมหรือการประชุมทางด้านวิชาการแล้ว การอภิปรายส่วนตัวและการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะทำกันอย่างลับๆแถวทางเดินและห้องน้ำชา เป็นต้น นี่ไม่ใช่การสนทนาอย่างจริงจังหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแต่อย่างไร แต่เป็นโลกแห่งการสื่อสารและการที่พูดปูทางในการที่จะเตรียมการประชุมครั้งต่อไปไว้ก่อนเท่านั้น

ฉันได้พูดถึงแนวคิดของการเทียบ เคียงข้างกันก่อนหน้านี้ ในที่นี้ก็เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาที่เคียงข้างกัน เช่นเดียวกับ การแลกเปลี่ยนความคิดที่คับแคบและไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ตลอดจน ความคิดของแต่ละคนก็นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ สมมติว่า หากความคิดเห็นที่บุคคลแสดงออกมีแต่ถูกทำลาย ทั้งๆที่ในความเป็นจริง สภาพการณ์ที่จำต้องถูกทำลายความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก็ตาม ถึงกระนั้นก็ตามคนญี่ปุ่นก็ยังคงต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างดี เพื่อจะได้ทิ้งผลงานไว้ การที่เรื่องเป็นแบบนี้ เพราะแนวคิดพื้นฐานต้นตอที่หยั่งรากลึกมานาน จากการที่ผู้บริหารจัดการบางคน มีความคิดว่า พวกเขาจะต้องเข้าไปบริหารจัดการเรื่อง เนื้อหางานวิจัยของนักวิจัย

(มีต่อ)

Leave a Reply