20 ปี ของ ปรียา กับ ภาษาญี่ปุ่น (1)

Japan

บทความที่ผู้อ่านสละเวลา แวะเข้ามาอ่านและอยากแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ในเว็บนี้ เป็นบทความที่ ดิฉัน ปรียา อิงคาภิรมย์ เขียนและได้รับการตีพิมพ์เป็นสองภาษา คือ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ ในขณะที่ดิฉันทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่น แห่งประเทศญี่ปุ่น

บทความที่ปรากฏในโพสนี้ ได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ในปี ค. ศ. 1989 (พ. ศ. 2532) ใน “นิตยสารภาษาญี่ปุ่น” ชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า  Nihongo Journal โดยสำนักพิมพ์ อะรุคะ หรือ (アルク) เขียนให้เป็นเวลาหนึ่งปี

ไว้จพค่อยๆทะยอย นำมาให้อ่านกัน สำหรับคนที่สนใจภาษาญี่ปุ่นและเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับญี่ปุ่น

 

การเผชิญหน้าเป็นครั้งแรกของฉันกับญี่ปุ่น

นักเรียนที่มีผลการเรียนดีที่สุด จะมีโอกาสไปญี่ปุ่น ขอขอบคุณคำพูดที่ให้กำลังใจจากอาจารย์ญี่ปุ่นที่สอนเราที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ฉันรับทุนไปเที่ยวและเรียนภาษษญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อตอนที่ฉันเป็นนักศึกษาวิทยาลัยชั้นปีที่สามและได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่นตอนที่จบการศึกษาปีที่สี่

  ตอนที่เรียนปีที่สาม เทอมที่สอง ฉันได้รับเลื่อให้เข้าร่วมการประชุมด้านวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนสำหรับอาจารย์และ
นักศึกษาที่เรียนภาษาญี่ปุ่นที่มาเข้าร่วมในการประชุมนี้จากทั่วโลก ฉันจึงมีโอกาสเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นกับนักศึกษาต่างๆที่มาจากทั่วโลก 

  ในไม่ช้าฉันก็ได้เรียนรู้ว่าจำนวนตัวอักษรคันจิที่ฉันได้เรียนและจดจำในประเทศไทยนั้นเท่าหางอึ่งและแทบจะเทียบเคียง
ไม่ได้กับนักศึกษาจากประเทศที่ใช้ตัวอักษรคันจิ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกงและ เกาหลี เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ตระหนักว่า
ทักษะทางด้านการสนทนาและไวยากรณ์ญี่ปุ่นองฉันนั้นใกล้เคียงกับนักศึกษาชาติอื่น สิ่งนั้นทำให้ฉันรู้สึกค่อยสบายขึ้นมาระดับหนึ่ง
   หลังจากที่ฉันมีปฏิกริยาตอบโต้เป็นภาษาญี่ปุ่นจริงๆ ฉันเริ่มตระหนัก และเห็นชัดว่าคนญี่ปุ่นใช้คำยกย่องในภาษาญี่ปุ่นและการแสดงออก
ทางสังคมบ่อยมากขนาดไหน ยกตัวอย่าง เช่น ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน จะได้รับคำกล่าวต้อนรับจากเจ้าของร้านและพนักงานในร้านส่งเสียง
ต้อนรับด้วยเสียงอันดังเสมอว่า อิรัชชะอิ มะเซะ(irasshai mase) ด้วยเสียงกล่าวต้อนรับอัน หรือ "เชิญครับ/ค่ะ" ไม่ว่าร้านจะเล็ก
ขนาดไหนก็ตาม 
  ฉันรู้สึกไม่สบายใจกับวิธี ที่ไกด์นำเที่ยวของรถบัส ยืนอยู่ด้านนอกของประตูและพูดต่อผู้โดยสารทุกคนหลังจากที่เดินทางมาถึงจุดหมาย
ปลายทางว่า
"โอะทซึคะเระ ซะมะ เดะชิตะ" หรือ "otsukare sama deshita" (แปลตรงตัวก็คือ สภาพที่เหน็ดเหนื่อยของคุณ) 
   ฉันไม่แน่ใจว่า ฉันควรตอบกลับด้วยวิธีเดียวกับที่ไกด์ใช้กับเราหรือไม่หรือฉันควรใช้สำนวนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับไกด์ ผลจากการที่
ฉันไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี ฉันก็เลยพลาดโอกาสที่จะกล่าวขอบคุณไกด์และทำให้ตัวเองรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก

   แม้ว่าโปรแกรมที่ว่าจะเป็นโปรแกรมทางการซึ่งใช้ระยะเวลาหนึ่งเดือนก็ตาม แต่ฉันต้องเดินทางกลับบ้านหลังจากอยู่ญี่ปุ่นได้เพียงสองสัปดาห์เพื่อกลับไปให้ทันสอบไล่ของมหาวิทยาลัย

หลังจากได้สัมผัสประเทศญี่ปุ่น ฉันรู้สึกถึงความบกพร่องด้านทักษะในภาษาญี่ปุ่นของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงสองอาทิตย์ที่อยู่ญี่ปุ่นฉันไม่ได้ไปที่อื่นนอกเหนือจากเมืองโตเกียว ฉันจึงไม่อาจสังเกตด้วยสายตาของตัวฉันเอง ถึงสภาพที่แท้จริงในเรื่องต่างๆในประเทศญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกที่ผิดหวังอย่างมาก ฉันให้คำมั่นกับตัวเองว่า ฉันจะต้องกลับไปญี่ปุ่นให้ได้อีกครั้ง

การสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น--สำหรับนักเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลจากต่างประเทศ
  หลังจากเดินทางกลับไปยังกรุงเทพ ฉันได้ทุ่มเทเวลาอย่างมากกับการเรียนภาษาอังกฤษรวมทั้งภาษาญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลที่ว่า ฉันจะพยายาม
ชิงทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่นหรือ มงบุโช (กระทรวงศึกษาธิการ) 

  ฉันต้องสอบภาษาอังกฤษ แต่ปัญหาที่เกิดก็คือ ฉันไม่รู้ว่าการสอบเพื่อชิงทุนการศึกษานั้นจะต้องเตรียมตัวการสอบประเภทไหน 
ที่จำเป็นใช้สำหรับการสอบ ฉันได้ยินมาว่า ผู้สมัครสอบหลายคนดูหนังสือเตรียมสอบจากข้อสอบที่ใช้ในการสอบโทเฟิล(TOEFL) 
แต่ข้อสอบที่ฉันต้องเข้าสอบ จะเป็นเนื้อหาข้อสอบที่เน้นความเข้าใจในการอ่านและการเขียนเรียงความ
  หลังจากสอบผ่านการสอบข้อเขียน ผู้สมัครจะต้องสอบปากเปล่า การสอบปากเปล่า จำนวนผู้เข้าสมัครสอบถูกลดลงเกินเกว่า
ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สมัครทั้งหมดประมาณ 200 คน
  เวลาสอบปากเปล่า จะมีผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น จำนวน2 คน และเจ้าหน้าฝ่ายการต่างประเทศของกระทรวงต่างประเทศ
ของไทย เข้าร่วมปฏฺิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการเลือกสรรผู้เข้าชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งหมด 9 คน โดยที่เจ้าหน้าที่ฝ่าย
การต่างประเทศของฝ่ายไทย จะถามคำถามเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาของญี่ปุ่น จะถามคำถามผู้เข้าสอบ
เป็นภาษาญี่ปุ่น
    ในเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ในสมัยของนายกรัฐมนตรี คะคุเอ ทะนะคะ และเป็นช่วงที่คนไทยกำลังอยู่ในระหว่างการตื่นตัว ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นอย่างรุนแรงในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยของเรามีการชุมนุมประท้วงการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งเป็นกรรมการสอบปากเปล่า ถามฉันอย่างละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์       
    ฉันตอบกรรมการว่าถ้าฉันได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ฉันจะมีโอกาสเห็นประเทศญี่ปุ่นด้วยสายตาของตัวเอง ฉันจะได้มีความมั่นใจ ในการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ในขณะที่ฉันยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย คงเป็นเรื่องยากที่ฉันจะระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง
     หากคุณต้องการที่จะเรียนที่ญี่ปุ่น เพียงเรียนรู้แค่ภาษาญี่ปุ่นอาจไม่เพียงพอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการมุ่งมั่นทุกวันเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษา หรือการมีความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับโลก จะมีคุณค่ามากมายในการที่จะเรียนที่ญีปุ่น
 ขอบคุณ สำหรับผลการเรียนของฉัน อาจจะเป็นเพราะโชคช่วยก็ได้ ในที่สุดความฝันในการเรียนที่ญี่ปุ่นของฉันก็สำเร็จสมความปรารถนา 
และแล้วในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2517 (ค.ศ.1974) หลังจากดอกซากุระร่วงหล่นจากต้นซากุระในญี่ปุ่นแล้ว
  เครื่องบินของสายการบินอังกฤษ พาฉันร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติ ฮะเนะดะ แห่งกรุงโตเกียว
   ในที่สุด ฉันก็ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่นไปเป็นนักศึกษาวิจัยในกรุงโตเกียว ตามความฝันที่คาดคิดไว้
(จบ)

Leave a Reply