Flowers at BHH 6 2017

สยามเมืองยิ้มที่รัก

Thailand

สยามเมืองยิ้มที่รักของฉัน

ในส่วนลึกของจิตใจของฉัน ทุกครั้งที่ฉันก้าวเท้าเหยียบลงแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง ที่รู้จักกันดีว่า “สยามเมืองยิ้ม หรือดินแดนแห่งรอยยิ้ม”ของคนไทย ทันที่ที่ไปเครื่องบินบินร่อนลงสู่สนามบิน ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน บรรยากาศหญ้าเขียวชอุ่มของทุ่งนาเมื่อหลายสิบปีก่อนของสนามบินดอนเมือง ทันที่ที่เครื่องจอดและผู้โดยสารต่างเตรียมตัวเก็บสัมภาระ เพื่อจะลงจากเครื่องบิน ช่วงเวลานั้น ฉันจะเกิดความรู้สึกดีใจ ตื่นเต้น  “คิดถึง” บรรยากาศเก่าๆในบ้านเกิดตัวเองสมัยที่อาศัยอยู่ที่เมืองไทย

ถ้าจะให้นับนิ้วตัวเอง และถามตัวเองว่ากี่ปีแล้วหนอ วันที่ฉันเดินทางออกจากบ้านเกิดตัวเอง มุ่งหน้าไปแสวงหาวิชาความรู้และใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือที่รู้จักกันดีว่า  หรือ “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” หรือ “ประเทศญี่ปุ่น” หลังจากได้รับใบเกรดว่าสอบผ่านทุกวิชา แล้ววันรุ่งขึ้น ฉันก็เดินทางออกจากบ้านเกิดของฉัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้  ณ เวลานี้ ตอนนี้ กี่ปีแล้ว และตอนนี้ ฉันอยู่ที่ไหน! ฉันยังไม่ได้อยู่บ้านเกิดตัวเองหรือเนี่ย

เมื่อจากบ้านเกิดไปต่างแดน โรคที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ “โรคคิดถึงบ้าน”  เป็นโรคที่ไม่เคยเกิดตอนที่อยู่บ้านเกิด เพราะไม่เคยต้องจากบ้านเกิดมาผจญภัยคนเดียวแบบนี้  ฉันคิดถึงพ่อ และพี่น้องที่เมืองไทย ฉันคิดถึง อาหาร คิดถึงเวลาที่นั่งคุยกับพ่อ ฉันอดคิดถึงบรรยากาศเก่าๆตอนเป็นเด็กๆที่พ่อพาพวกเราลูกๆและแม่ไปพักตากอากาศเวลาปิดเทอมหน้าร้อนไม่ได้

ตอนนี้ เวลาผ่านพ้นไปนานปี อาจจะเป็นเพราะความประทับ ความอบอุ่นสมัยเด็กๆที่พ่อพาไปชายทะเลบางแสน ตอนนี้ ฉันคงอยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้น ด้วยการหาบ้านพักเล็กๆใกล้ชายทะเลที่ฉันเก็บมาฝัน และเก็บมาคิด ทุกครั้งที่เห็นชายทะเล  ตอนนี้ความฝันเป็นจริง ฉันและแฟน มีโอกาสเดินชายหาดที่หัวหินตอนเย็นๆเวลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดตัวเอง เป็นบรรยากาศที่หาซื้อไม่ได้ที่ไหน เพราะยังไงมันก็ไม่เหมือนบรรยากาศในบ้านของเรา

คิดไปก็แปลก เรื่องความรู้สึกลึกๆที่คิดถึงบ้านเกิดตัวเองนั้น  อันที่จริง เป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้ตั้งใจคิดที่จะคิด หรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้ แต่กว่าจะคิดได้ว่า คิดถึงก็ ดูเหมือนจะใช้เวลานานเกินกว่าที่คิดก็ว่าได้

คงไม่ว่ากระไร ถ้า ฉันกล้าเผชิญหน้ากับความจริง ไม่มีอะไรที่จะต้องซ่อนหรือปิดบัง ใช่แล้ว ฉันออกจากบ้านเกิดของฉันเมื่อหลายสิบปีก่อน  เมื่อตอนที่ฉันกลับมาบ้านเกิดตัวเอง หลังจากไปเรียนต่อเพื่อแสวงหาความรู้ในญี่ปุ่น และประเทศอเมริกา ใช่พร้อม ฉันพร้อมแล้วที่จะเดินทางกลับบ้านตัวเอง ตอนที่ฉันก้าวออกจากเครื่องบินและเดินลงไปที่ชั้นล่างของพื้นดิน

ฉันไม่มีคำอธิบาย หรือถ้าจะพยายามอธิบายก็คงอธิบายไม่ถูก ฉันรู้แต่ว่า ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ฉันถูกห้อมรอบไปด้วยวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพยดา แม้เวลาจะผ่านพ้นไปแล้วนานปี ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1985 ใช่แล้ว ประเทศของฉัน เป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เรามีวัดวาอารม เกือบแทบทุกที่ในประเทศของฉัน

บ้านเกิดของฉันเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน แม้หน้าร้อนจะร้อน ตับจะแตก แต่ถ้าไปนั่งชายหาด หรือเดินตามชายทะเล นั่งใต้ต้นมะพร้าวตอนเย็น นั่งฟังเสียงคลื่นเสาะฝั่ง นั่งดูคนวิ่งลงไปเล่นน้ำในชายหาด นั่งมองหนุ่มน้อย สาวน้อย ที่ไปพักผ่อนแถวชายหาดหัวหิน เดินเกี่ยวก้อย เดินผ่านหน้าเรา เราสองคน ชอบนั่งบนกำแพงหินสูงมากที่เจ้าของส่วนใหญ่จะสร้าง เพื่อไม่ให้น้ำท่วมเข้าพื้นที่บ้านตัวเอง เป็นบรรยากาศง่ายๆ สบายๆ ไม่มีอะไรมาก แต่บรรยากาศแบบนี้แกละ ที่ฉันโหยหา มานาน และหาไม่ได้เมื่ออยู่เมืองนอก

พอฉันถามศิษย์เก่าที่ฉันเคยสอน เกี่ยวกับสภาพอากาศในประเทศไทย คำตอบที่ได้ อ่านแล้ว ก็อดยิ้ม และขำในคำตอบที่ว่า บ้านเรา หรือ สยามเมืองยิ้ม เรามี 3 ฤดู คือ ร้อนธรรมดา แล้วก็ ร้อนมากขึ้น และร้อนที่สุด เพื่อนชาวต่างชาติที่ไม่เคยไปบ้านเกิดของฉันส่วนใหญ่มักชอบถามฉันว่า “ที่ประเทศคุณมีฤดูหนาวมั้ย”  ฉันตอบกลับด้วยความมั่นใจว่า แน่นอน บ้านฉันมี  3 ฤดู แต่ฤดูหนาวในประเทศของฉัน ถือว่าเป็นฤดูที่อากาศดีที่สุด แม้จะเป็นหน้าหนาว ฉันก็ยังใส่เสื้อแขนสั้นและนั่งตากลม ชมความสวยงามได้ที่ชายหาด เป็นบรรยากาศและความสุขที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงความ ฟุ่มเฟือย เพราะเป็นบรรยากาศ และความสวยงามของธรรมชาติที่ลิ้มรสได้ยาก ถ้าไม่แสวงหา และเพลิดเพลินกับมันเอง

หลายสิบปีผ่านพ้นไป พอมานั่งคิดถึงวันเก่าก่อน แม้แต่ ตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้อยู่ในกลับไปอยู่บ้านเกิดตัวเองอย่างถาวร  แต่ฉันก็ภูมิใจวันที่เดินทางกลับบ้าน พร้อมกับความสำเร็จในการศึกษา หอบหิ้ว ใบปริญญากลับบ้าน เพื่อให้พ่อและพี่น้องดีใจ ที่ฉันเรียนสำเร็จจบกลับมาได้หลังจากจากบ้านเกิดไปนานถึงสิบสองปี  ฉันยังจำได้ดี ว่าปีที่เดินทางกลับบ้านเกิดคือปี  ค.ศ. 1985 ทุกคนที่มองย้อนกลับไปอดีต ฉันเองดีใจมากที่มีโอกาสทำให้พ่อดีใจและภูมิใจว่า ลูกของพ่อเรียนสำเร็จกลับมาเรียบร้อย พร้อมใบปริญญาหลังจากที่ไม่ได้อยู่กับพ่อมาถึงสิบสองปี

ฉันแน่ใจว่าพ่อจะต้องภูมิใจในตัวฉัน (ฉันได้แต่หวังว่าคงเป็นอย่างนั้น) ฉันสนิทกับพ่อ ฉันชอบคุยกับพ่อและทุกครั้งที่ไม่เข้าใจคันจิหรือตัวอักษรจีนในภาษาญี่ปุ่น ฉันจะถามพ่อว่า ตัวอักษรจีนนั้นๆเขียนยังไง มีความหมายว่าอะไร อักษรคันจิบางตัว คนญี่ปุ่นนำไปดัดแปลงใช้เอง พ่ออ่านไม่ได้ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างตัวคินจิในภาษาจีนและญี่ปุ่น ฉันได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับเรื่องราวในวัยเด็กของพ่อ เพราะพ่อต้องข้ามน้ำข้ามทะเลสิ่งชีวิตเดินทางออกจากบ้านเกิดตัวเองในเมืองจีน และเดินทางมาปักหลัก สร้างเนื้อสร้างตัว และครอบครัว ในผืนแผ่นดินไทย

วันนี้ ฉันได้รับการศึกษาจบมหาวิทยาลัย ฉันไม่เคยลืมสิ่งที่พ่อสอนสั่ง ลูกคนนี้ว่า “ไม่ว่าลูกจะเป็นลูกผู้หญิง แต่ถ้าลูกมีปัญญาเรียนได้สูงเท่าไร พ่อจะส่งเสียให้เรียน แต่เมื่อลูกต้องการเรียนสูงๆ ลูกก็ต้องพยายามและเรียนให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลูกผู้หญิงหรือเป็นลูกผู้ชาย”

ฉันยังจำคำพูดที่พ่อสอนสั่งได้ดี พ่อคงไม่รู้ว่า คำพูดของพ่อทำให้ลูกมีแรง มีไฟ มีพลังที่ฟันฝ่าการเรียนมาได้ เพราะฉันก็บอกตัวเองเสมอว่า สักวัน ฉันคงมีโอกาสและปัญญาที่จะเรียนสูงๆเหมือนที่พ่อพูดให้ฟัง เพื่อให้ลูกคนนี้ ไม่ต้องกลัวว่า เป็นลูกผู้หญิง อยากเรียนต่อ ไม่รู้พ่อจะให้เรียนต่อหรือไม่ และจากวันนั้นเป็นต้นมา เด็กผู้หญิงคนนั้นของพ่อ ก็ชอบตั้งความฝัน แล้วก็วิ่งไล่ตามความฝันของฉัน มาตลอดไม่เคยหยุดยั้ง!

 

Leave a Reply