Japanese! Board

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
คำค้นยอดนิยม: งานอีเวนท์ภาษาไทยdiscuz
เข้าชม: 1134|ตอบกลับ: 6

ใครเป็นโรคขาดวิตามิน 'ส' หรือมีมากเกิน เข้ามาอ่านได้ [คัดลอกลิงค์นี้เพื่อนำไปแบ่งปัน]

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2011-12-1 04:37:45 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2017-9-16 07:26






โรตขาดไวตามิน 'ส' หรือ ความสร้างสรรค์

ของนักเรียนไทย


. ดร. ปรียา  อิงคาภิรมย์   เขียน

เมื่อ 11.11.2001


สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน

    ขอนำบทความเรื่องนี้มาให้อ่านกันอีก ทั้งที่เขียนมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจารย์จำได้ตอนนั้นเหนื่อยมาก เพราะนักศึกษาที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่คิดไม่เป็น

    เขียนก่อนที่จะลาออกจากงานสอนในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น อยากให้อ่านและคิด เข้ามาแสดงความคิดเห็นจะได้เรียนกันเป็น ไม่ใช่ เรียนลูกเดียว แต่ไม่เรียนรู้


สิ่งที่ขาดและพร่องในนักเรียนและนักศึกษาไทย

   

    จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาที่รักความก้าวหน้าและเห็นด้วยกับปัญหาที่ดิฉันพูดให้ฟัง อาจารย์เองรู้ปัญหาดีว่าตัวนักศึกษาเองเมื่อดิฉันให้คำแนะนำอะไรไปนักศึกษาเองก็พยายามนำไปคิด แต่เราคงไม่ปฎิเสธว่า การเรียน การสอนในเมืองไทยที่นักเรียนไทยเรียนมาตั้งแต่เด็กนั้น ไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักคิดเอง หรือเมื่อไม่เข้าใจก็ไม่กล้าที่จะถาม อาจารย์หรือครูผู้สอน ดังนั้นการที่จะบอกให้นักเรียน และนักศึกษา ไปคิดเองหรือ เรียนเอง นั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆเหมือนกับที่พูด ความรู้สึกกดดัน ความรู้สึกกลัดกลุ้มใจที่เกิดขึ้นในตัวนักศึกษาเองที่พยายามจะคิดเท่าไรตามที่ดิฉันแนะนำ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ว่าควรจะทำอย่างไรดี เพราะไม่เคยถูกสอนให้คิดอย่างจริงจังด้วยตัวเองนั้น จึงเป็นประเด็นที่อาจารย์ ต้องเก็บมาคิดต่อ เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่เป็นตัวขัดขวาง ทำให้นักเรียน นักศึกษาไทยเราออกมาในรูปลักษณะที่ว่านี้ ดิฉันจึงใช้เวลาสังเกตและพยายาม รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับนักศึกษา เพื่อจะแสวงหา สาเหตุ  และค้นหาว่าอะไร คือสิ่งที่ขาดหรือบกพร่องในตัวนักศึกษาเพื่อจะได้นำไปใช้แก้ไขต่อไป


   จากการพูดคุยกับนักศึกษาอาจารย์เริ่มเห็นสิ่งที่ขาดในตัวนักศึกษามากขึ้นนับตั้งแต่ การ ขาดการสังเกต และ ขาดความสนใจ เป็นต้น ยิ่งพูดคุยกับนักศึกษามากเท่าไร ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ว่าสิ่งที่ขาดหายไปในตัวนักศึกษาไทยนั้นส่วนใหญ่จะเป็น คำที่ขึ้นต้นด้วย ในภาษาไทยเสียส่วนใหญ่ จึงอยากจะเจาะลึกในประเด็นที่ว่า ในการที่จะสร้างนักศึกษาไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์นั้น เราจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

สิ่งที่อาจารย์จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันได้มาด้วยความบังเอิญจากการที่พูดคุยกับนักศึกษาในช่วงกลางวันและช่วงเย็นอยู่หลายชั่วโมง ช่วงเวลาที่อาจารย์ใช้กับนักศึกษาในวันนั้นทำให้อาจารย์มั่นใจและมองเห็นคำตอบว่าสิ่งที่ขาด และพร่องในตัวนักศึกษาคืออะไรได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

   

ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2011-12-1 04:41:11 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2011-12-1 05:34


วิตามินรวม  ‘ส’ ที่ขาดหายไป

     ความสนใจ   ถ้านักศึกษาเองยังไม่ให้ ความสนใจ  ว่าตัวเองเรียนไปเพื่ออะไรหรือตัวเองยังไม่รู้ว่าจุดยืนของการ
มาเรียนต่อที่เมืองนอกคืออะไร เอาไปใช้อะไรได้บ้างในอนาคตและทำไมตัวเองต้องทำหัวข้อดังกล่าว ที่ว่านั้นแล้วล่ะก็ นักศึกษาก็จะไม่มี ความสนใจ   


   เมื่อไม่มีความสนใจนักศึกษาก็จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง สังเกต สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะตัวเองไม่ได้สนใจนั่นเอง เมื่อไม่หัดสังเกต สิ่งที่ตามมาก็คือ นักศึกษาจะ ไม่ใส่ใจ ที่อยากจะเรียนรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพราะไม่เห็นว่าจะน่าตื่นเต้น น่าสนใจตรงไหนเวลาเรียนก็จะเรียนไปอย่างนั้นเอง โดยที่ไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งที่เรียนนั้นสำคัญมากน้อยเพียงไร เมื่อไม่สนใจ ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ    นักศึกษาก็จะเป็นคนที่ว่าไม่ว่าจะเห็นอะไรเกิดขึ้นนักศึกษาก็จะมองด้วยสายตาและความรู้สึกที่ ไม่สงสัย

   เมื่อนักศึกษาไม่มีความสงสัยโดยปริยายนักศึกษาย่อมไม่เคยรู้สึกสับสน หรือกังขา ว่าทำไมสิ่งที่ตัวเองเรียนมาจึงเป็นเช่นนี้  อาจารย์เชื่อแน่ว่่า คงมีบางครั้งที่นักศึกษาเองก็คงจะสับสน ไม่เข้าใจ แต่นักศึกษาเอง ก็ไม่ได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเอง เพราะถ้าเกิดสับสนขึ้นมาเมื่อไร นักศึกษาไทยก็จะถามหาคำตอบจากเพื่อนและอาจารย์ พอได้คำตอบก็แล้วกันไปโดยที่ไม่ได้คิดติดใจอะไรกับเรื่องนั้นๆอีกต่อไป  หรือถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็คือ นักศึกษาเองไม่เคย สะดุด  กับปัญหาต่างๆด้วยตัวเองเมื่อเป็นเช่นนี้ นักศึกษาก็ย่อมไม่เห็นความจำเป็นในการที่จะต้องไปเที่ยว สอบถาม   หรือหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆให้เปล่าประโยชน์

    เมื่อไม่มีการสอบถาม   นักศึกษาก็จะไม่เห็น ความสำคัญ ของสิ่งนั้น และ สุ่มเดาว่าสิ่งนั้นๆเป็นสิ่งที่ไม่มี สาระ

ความรู้อะไร ทำไมจะต้อง เสียเวลา ไปนั่งคิดให้ปวดหัวทำไม




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2011-12-1 04:48:18 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2011-12-1 05:33

  

   อาจารย์คิดว่า ในการที่เราจะสร้างนักศึกษาไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์นั้น ก่อนอื่น เราจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้คือ
   เมื่อปัญหาแรกเริ่มที่เกิดจากความไม่สนใจ ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ ไม่สงสัย ไม่สะดุด ไม่สอบถาม ไม่เสียเวลา  ผลที่ตามมาก็คือ  นักศึกษาก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการ สำรวจข้อเท็จจริง อะไรทั้งสิ้น

    เมื่อนักศึกษาไม่เห็นความสำคัญของการที่จะต้องสำรวจ นักศึกษาก็ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปสำรวจหาข้อมูลต่างๆเมื่อไม่เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการที่จะต้องออกไปสำรวจ และเก็บข้อมูล นักศึกษาก็จะสูญเสียโอกาสที่จะสัมผัส   กับปัญหาจริงๆ เพราะแม้แต่ข้อมูลก็ยังไม่เคยเก็บ หรือรู้จักจดลงในสมุดบันทึก  เพื่อดู และติดตามการเปลี่ยนแปลง อย่างสม่ำเสมอ   

     เมื่อไม่มีข้อมูลสำหรับเก็บ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การสั่งสม ข้อมูล เพื่อเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็นย่อมเป็นไปไม่ได้
        
          เมื่อไม่มีการสำรวจ ไม่มีการสั่งสม  ข้อมูล นักศึกษาก็ไม่ต้องเสียเวลากับการสะสาง แยกแยะข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาเหล่านั้นออกเป็นหมวดเป็นหมู่

        ถ้านักศึกษาขาดซึ่งพื้นฐานที่จำเป็นดังกล่าวข้างต้นนี้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะตามมาก็คือ นักศึกษาจะไม่รู้จักตั้งสมมติฐาน   เกี่ยวกับหัวข้อที่ตัวเองอยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองอยากรู้

     หากปราศจาก ความสนใจตั้งแต่แรกเริ่ม การที่จะคิดตั้งสมมติฐานเพื่อหาคำตอบนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่สนใจ และไม่มีสมมติฐานอะไร นักศึกษาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออก แสวงหา   
   

       สำหรับการออกแสวงหา นั้น บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าสิ่งที่ได้มานั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ต้องบากบั่น ขวนขวาย พยายาม ดังนั้น ถ้านักศึกษาใจไม่สู้ พอเจออุปสรรคหน่อยก็ท้อแท้หมดกำลังใจ นักศึกษาจะเรียกว่าตัวเองออกไปแสวงหาไม่ได้ เพราะพื้นฐาน เบื้องต้นแห่งการแสวงหาอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น ผู้ที่ออกไปแสวงหานั้นจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่า บางครั้งสิ่งที่นักศึกษาคาดหวังว่าจะได้นั้น  เอาเข้าจริงๆอาจจะได้ หรืออาจจะไม่ได้ตามที่เราคาดหวังไว้ก็ได้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่จะต้องมีก็คือ นักศึกษาจะต้องยอมรับและพร้อมที่จะเผชิญกับการ เสี่ยง

ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2011-12-1 04:51:14 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2011-12-1 05:35

   

    ถ้านักศึกษาเข้าใจความจริงที่ว่าดังกล่าวนี้ แทนที่จะรู้สึกกลัว ใจไม่สู้ หรือท้อถอยหมดกำลังใจ นักศึกษากลับจะเกิดความรู้สึกว่า สนุกดี  ในการที่ตัวเองมีโอกาสแสวงหาในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้และอยากได้คำตอบ เมื่อนักศึกษารู้ว่าในการแสวงหาทุกครั้ง จะต้องมีการเสี่ยง เหมือนกับการเล่นเกม นักศึกษาก็จะกล้า สุ่มเดา และ สุ่มคิด  เพื่อหาความเป็นไปได้ของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เพื่อจะให้ได้มาซึ่งคำตอบที่จะมาสนับสนุน สมมติฐานที่คิดเอาไว้

    เมื่อนักศึกษาทุ่มเทเวลากับสิ่งที่ตัวเองต้องการอยากรู้ และแสวงหาอยู่  แค่นั้นยังไม่พอ นักศึกษายังจำเป็นต้องพยายาม
สร้างเงื่อนไข และ สภาพแวดล้อม ในการที่จะศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เราแสวงหามานั้นอย่างจริงจัง และมี สมาธิ  ตั้งอกตั้งใจหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองแสวงหานั้นให้เป็นจริง ขึ้นมาให้ได้   

   เมื่อทำอย่างต่อเนื่องถึงระดับหนึ่ง  นักศึกษาก็จะเริ่มเห็นสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ข้อมูลและสิ่งที่ต้องการมากพอสมควรแล้ว นักศึกษาก็กล้าที่จะนำสิ่งที่เห็น และสิ่งที่รู้นั้น มาเสนอให้คนอื่นฟังได้ และยิ่งสิ่งที่ตัวเองทุ่มเทเวลาไปนั้นเป็นไปตาม
สมมติฐานที่ตัวเองตั้งไว้ นักศึกษาก็ย่อมกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ให้คนอื่นได้รับฟังและรับรู้ไปด้วย

   หลังจากการทุ่มเททำอย่างจริงจัง มีข้อมูล มีสมมติฐาน และข้อคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง นักศึกษาก็ย่อมจะสามารถที่จะสรุป ได้ว่าแล้วสิ่งที่ตัวเอง สนใจทำ และทุ่มเทมาตลอดนั้น ผลสรุปคืออะไร
         

    ผลสรุปที่ได้นั้นก็คือ การค้นพบของนักศึกษา หรือ discovery นั่นเอง  และการค้นพบสิ่งใหม่ด้วยตัวเองนี้แหละที่เราเรียกกันว่า 'ความคิดที่สร้างสรรค์'  ซึ่งก่อตัวขึ้น โดยธรรมชาติจากพื้นฐานความสนใจ ปัจจัย ตลอดจน องค์ประกอบต่างๆที่รวม กันเข้านั่นเอง

ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 2014-11-5 21:28:21 |แสดงทั้งหมด
สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนๆ

เห็นด้วยกับที่ว่า ขาดการสังเกตและความสนใจค่ะ เพราะเมื่อขาดความสนใจก็จะขาดการสังเกต
เช่น การเรียนตัวอักษรฮิระงะนะ สำหรับบางคน ถ้าคนที่สนใจก็มักจะสังเกตว่าตัวไหนมีลักษณะคล้าย
หรือใกล้เคียงกันยังไง แต่ถ้าคนไม่สนใจก็เรียนพอผ่านๆ แบบนี้ก็มีค่ะ
แต่ถ้าคนสนใจก็มักจะสังเกตและมีคำถามอยู่บ่อยๆจนไม่ต้องถามว่า "มีคำถามอะไรมั้ย"

"เมื่อไม่มีการสอบถาม   นักศึกษาก็จะไม่เห็น ความสำคัญ ของสิ่งนั้น และ สุ่มเดาว่าสิ่งนั้นๆเป็นสิ่งที่ไม่มี สาระ
ความรู้อะไร ทำไมจะต้อง เสียเวลา ไปนั่งคิดให้ปวดหัวทำไม"

ยังมีตัวอุปสรรคที่ทำให้คนเรียนภาษาบางคนไม่กล้าสอบถามด้วยค่ะ
เช่น เคยสงสัยและสอบถามอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น
แต่เพื่อนชาวไทยกลับบอกเราว่าเราเป็นคนวุ่นวาย ยุ่งยาก
นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้วยังเจออุปสรรคกับคนรอบตัวไปด้วยค่ะ สำคัญมากค่ะ

คนไหนที่ชอบถามหรือสงสัย เวลาเรียนก็ให้ยกมือขึ้นถามในห้อง
บางคนจะมองว่าอยากเด่น หรือตัวแปลกประหลาดยังไงก็ไม่ต้องซีเรียส เราถามเราสงสัยเราได้ความรู้
แต่ถ้าไม่ถาม ไม่สงสัยก็ไม่ได้อะไรเลย

เคยดูโฆษณาบ้านเราเกี่ยวกับการเรียนในชั้นเรียน มีตัวการ์ตูนนักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นถามอาจารย์ในห้อง
พอยกมือขึ้นปุ๊บนักเรียนคนนั้นกลับถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดไปเลย เขาก็เลยร้องเพลงให้กำลังใจ
ให้เรากล้าคิด กล้าแตกต่าง

เลยอยากให้กำลังใจคนที่เรียนภาษาทุกคนด้วยค่ะ
[b]じゅみちゃん[/b]

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2014-11-9 22:10:26 |แสดงทั้งหมด
สวัสดีค่ะ จุมิจัง
ไม่เพียงแต่การเรียน การอ่าน การเขียน หรือการฟังใครบอกเราเรื่องอะไร
เราต้องตื่นรูุ้ เห็นอะไรต้องสังเกต ฟังอะไรต้องมีคำถาม และข้อสงสัย อ่านอะไร ก็ไม่ใช่เชือหมด หรือ อ่านอะไรที่เราเขียน ก็ต้องถามตัวเองว่า เราเขียนและทำได้ดีที่สุดแล้วหรือ

ไม่งั้น เรียนไปก็แค่นั้น ไม่ได้แตกฉาน หรือใช้สมองอย่างเต็มที่
คนอื่นมักไม่ชอบให้คนอื่นดีกว่าตัวเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่เราสงสัย มีคำถามหรือทำอะไร เพื่อนที่แสนจะหวังดีทั้งหลาย
จะพ่นสารพิษใส่เราเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องไปสนใจ เพราะเขาไม่อยากให้เราเก่งกว่าเขา เรายอมโง่เพราะไม่รู้แล้วถาม
ย่อมฉลาดและไม่ต้องโง่ไปตลอดชีวิต เพียงแค่ไม่กล้าถาม กลัวคนอื่นจะว่าเรา นั่นเป็นความคิดที่ผิดต้องแก้ไข และสอนนักเรียน นักศึกษา เรียนอะไร เป็นไปได้ไง ไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัย แสดงว่า ไม่รู้เรื่องก็ได้

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2014-11-9 22:10:57 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2014-11-9 22:11

สวัสดีค่ะ จุมิจัง
ไม่เพียงแต่การเรียน การอ่าน การเขียน หรือการฟังใครบอกเราเรื่องอะไร
เราต้องตื่นรูุ้ เห็นอะไรต้องสังเกต ฟังอะไรต้องมีคำถาม และข้อสงสัย อ่านอะไร ก็ไม่ใช่เชือหมด หรือ อ่านอะไรที่เราเขียน ก็ต้องถามตัวเองว่า เราเขียนและทำได้ดีที่สุดแล้วหรือ

ไม่งั้น เรียนไปก็แค่นั้น ไม่ได้แตกฉาน หรือใช้สมองอย่างเต็มที่
คนอื่นมักไม่ชอบให้คนอื่นดีกว่าตัวเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่เราสงสัย มีคำถามหรือทำอะไร เพื่อนที่แสนจะหวังดีทั้งหลาย
จะพ่นสารพิษใส่เราเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องไปสนใจ เพราะเขาไม่อยากให้เราเก่งกว่าเขา เรายอมโง่เพราะไม่รู้แล้วถาม
ย่อมฉลาดและไม่ต้องโง่ไปตลอดชีวิต เพียงแค่ไม่กล้าถาม กลัวคนอื่นจะว่าเรา นั่นเป็นความคิดที่ผิดต้องแก้ไข และสอนนักเรียน นักศึกษา เรียนอะไร เป็นไปได้ไง ไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัย แสดงว่า ไม่รู้เรื่องก็ได้
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

Archiver|Japanese Is Fun

GMT+7, 2017-10-24 11:10 , Processed in 0.071698 second(s), 11 queries .

Powered by Discuz! X2

© 2001-2011 Comsenz Inc.

TOP