Japanese! Board

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
คำค้นยอดนิยม: งานอีเวนท์ภาษาไทยdiscuz
เข้าชม: 22|ตอบกลับ: 3

Intelligent person คนเก่ง [คัดลอกลิงค์นี้เพื่อนำไปแบ่งปัน]

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2017-9-2 23:11:01 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2017-9-2 23:18

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน

ขอแวะเข้ามาคุยเรื่อง เก่งเป็นคนละเรื่องกับประสบความสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมให้ความสำคัญอย่างมาก

ประเด็นที่คุณ วินทร์ เขียนเกี่ยวกับ คนเก่ง ฉลาด เรียนดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นเรื่องที่ตัวเองเห็นมามากเช่นกัน บางครั้งก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น!

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่าในสังคมมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที แต่ละคนอยากเป็นคนเก่งกันทั้งนั้น เหมือนในหนังเจมส์บอนด์ ที่ไม่เคยตายตอนจบ! เก่งมาก เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งไม่ว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงขนาดไหน


  อีกคำที่คุณ วินทร์ พูดถึง คือ ความสำเร็จ

  พอคิดถึง คำสองคำนี้ คือ เก่ง และประสบความสำเร็จในชีวิตที่คุณ วินทร์ เขียน ทำให้อดคิดถึง คำว่า ‘ความสุข‘ อีกคำไม่ได้ เพราะเห็นด้วยว่า ‘ความสำเร็จ ‘ เป็นอัตวิสัย เพราะเป้าหมายที่จะบรรลุดความสำเร็จของแต่ละคนนั้น ไม่เท่ากัน

เช่นเดียวกับ ‘ความสุข‘ ในความคิดเห็นตัวเอง ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่เสมอไปที่คนที่มีเงินมีทอง มีอะไรมากมายจะเป็นคนที่มีความสุขทุกคนตามที่คนมักวาดภาพรวมที่ไม่ถูกต้องจนเป็นค่านิยมที่คนส่วนใหญ่อยากร่ำรวย เพราะคิดว่าเงินทองคือ ความสุข ของมนุษย์ทุกคน ซึ่งในความเป็นจริง ความสุข จึงมีคำนิยามที่แตกต่างกันแล้วแต่บุคคล

   อ่านบทความที่คุณ วินทร์ เขียน หลังจากอ่านแล้ว มานั่งคิด ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม มนุษย์เราจึงให้ความสนใจมากมายกับเรื่องว่า ใครเก่ง หรือ ไม่เก่ง ซึ่งตอนเป็นนักเรียน จะวัดกันตรงที่ว่า เรียนเก่งไม่เก่งในห้องเรียน เรียนจบมหาวิทยาลัยดีไม่ดี เรียนได้ปริญญาสูงหรือไม่สูง เป็นต้น



  

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2017-9-2 23:19:11 |แสดงทั้งหมด
ส่วนเรื่องคนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น คนในสังคมก็จะมีไม้บรรทัดหรือมาตรฐานวัดอีก จากการที่คนนั้นทำงานได้เงินเดือนดีๆ มีฐานะการงาน การเงินดี มีบ้านใหญ่โต พูดง่ายๆ คนส่วนใหญ่ในสังคมมักจะมองว่า คนมีเงินมีทอง เป็นคนที่เข้าข่าย คนที่ประสบความสำเร็จ เพราะแตกต่างกับคนที่เรียนจบปริญญาสูงๆจากมหาวิทยาลัย แต่กลับเตะฝุ่น หางานไม่ได้ หรือทำงานที่ไหนก็มีปัญหา ตกงานอยู่เรื่อย สารพันปัญหา เป็นต้น คนในสังคมก็จะมองว่าไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต

เรื่องที่เขียนมาข้างต้น เช่นเดียวกับที่คุณวินทร์เห็นและพบพานไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนรู้จัก เรื่อง เก่งไม่เก่ง ประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในชีวิต คงเห็นไม่ชัดเท่า เมื่อแต่ละคนเรียนจบ ออกมาทำมาหากินแล้ว

ทำให้ได้ข้อสรุปที่เห็นกันทั่วไปว่า คนส่วนใหญ่ที่เก่งแต่เรียนในห้อง แต่ออกมาเข้าสู่สังคมกลับเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ หรือไม่ใช่คนเก่งเหมือนในห้องเรียนที่เคยเห็นอีกต่อไป

ดังนั้น ข้อสรุปก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงไม่ใช่คนเก่งทุกคน แต่กลับเป็นคนที่อาจจะเรียนไม่เก่ง แต่กลับเป็นคนเก่งเมื่อเรียนจบออกมาทำงาน เข้าสู่สังคม



ยิ่งเรื่อง ‘ดวง’ ที่คุณ วินทร์เขียน ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะตัวเองมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับเรื่อง ‘ดวง’ แต่มองว่า เป็น ‘โอกาส’ ที่ตัวเองผ่าน พบ และสัมผัส ต่อสู้มาแล้วมากมาย ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งเห็นชัดว่า

คำว่า  ‘ดวง’  ที่คนไทยชอบพูดกันว่า “แข่งบุญแข่งวาสนา” ไม่ได้  พอทำอะไรไม่สำเร็จ คิดถึงสุภาษิตนี้ ก็หมดกำลังใจสู้ แทนที่จะมองตามที่ คุณ วินทร์เห็นว่า ดวง คือ ‘โอกาส’



สำหรับตัวเองมองว่า  ‘ดวง’  สำหรับคนญี่ปุ่น ก็คือ  ‘โชค’  แต่สำหรับตัวเองมองว่า เป็น ‘โอกาส’

‘โอกาส’  ที่ว่านี้ ทำตัวเป็นกลางมากคือ ไม่ได้เลือกว่า คนที่จะหยิบฉวยโอกาสนั้น จะต้องเป็นคนเก่ง หรือคนฉลาด แต่เมื่อ ‘โอกาส’ มาเยือน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าจะมอง ‘โอกาส’ ที่เวียนมาใกล้ตัว เป็นโอกาสที่จะต้องรีบตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง หรือมองไม่เห็นว่า มันคือ ‘โอกาส’ ที่ควรจะต้องเสี่ยง ปล่อยให้ ‘โอกาส’  ผ่านเราไปหน้าตาเฉย เมื่อเห็นว่าเป็น ‘โอกาส’ ต้องถามตัวเองว่า เราสนใจ ‘โอกาส’ ที่ลอยอยู่หน้าเราไหม ถ้าสนใจ เราจะจัดการกับโอกาสที่แวะ เวียนมาหาเราหรือไม่ คือต้องรู้จักวิเคราะห์ให้ออกเสียก่อน ว่าจะจัดการกับ ‘โอกาส’ ที่ว่าอย่างไร



‘โอกาส’ จึงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่ กล้าที่จะหยิบ กล้าที่จะลองหรือไม่ เพราะ ‘โอกาส’ ไม่เคยมี ใบรับรอง หรือใบรับประกัน ว่าจะเป็นโอกาสที่ดีเสมอไป

บางคน หยิบฉวยโอกาสที่ตัวเองคิดว่าดีแน่ พลาด ‘โอกาส’  ทองนี้ ไม่ได้ พอลงทุนลงแรงไปมากมาย เช่น ตัดสินใจออกจากงานที่ทำเพื่อไปทำอย่างอื่น เพราะเห็นว่าเป็น ‘โอกาส’  ที่ดีกว่า แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นคนตกงาน แถมมีหนี้มีสินติดตัวมากมาย

หรือ ทั้งที่ ‘โอกาส’ ที่เวียนมา ไม่มีอะไรที่น่ากลัวหรือเสี่ยง ไม่ว่าไปถามใคร ใครๆก็คิดว่า รับรองไปด้วยดีแน่ แต่กลับล้มไม่เป็นท่า

ในภาษาอังกฤษ เพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากกับคำว่า ‘opportunity’ หรือ ‘โอกาส’ แต่เมื่อหยิบฉวย ‘โอกาส’  นั้นมาแล้ว จะเป็นไปราบรื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคน ผสมกับ โชค  บางคนก็จะพูดว่า ถือเป็นโชคดีของตัวเอง เพราะเหมือนกับมีพระเจ้าแห่งโชคลาภที่ นำ ‘โอกาส’ มาให้ ถือเป็นโชคดี

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2017-9-2 23:19:41 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2017-9-2 23:22

   จากประสบการณ์และความคิดเห็นส่วนตัวของตัวเอง จึงมองว่า ‘โอกาส’ ไม่เข้าข้างใครเป็นพิเศษ แต่เป็นความเสี่ยง เป็นความท้าทาย เพราะหยิบฉวย ‘โอกาส’ ที่ผ่านมาในชีวิต มาหลายต่อหลายครั้ง สำหรับตัวเอง ‘โอกาส’  คือ ความฝันที่ช่วยผลักดันให้วิ่งตามสิ่งที่ท้าทาย และดีใจที่กล้าตัดสินใจที่จะหยิบฉวย ‘โอกาส’ ที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ผลออกมาจะเป็นอย่างไร คนอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่สำคัญเท่า ตัวเองมอง ‘โอกาส’ นั้นเป็นอย่างไร

  ก่อนตัดสินใจ ต้องตัวเองเอาจุดดี จุดเสีย ที่อาจเกิดขึ้นได้จาก ‘โอกาส’  มาวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วก็บวกลบคูณหาร เพื่อหาคำตอบว่า ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ให้ชัดเจนเสียก่อน เช่น ถ้าเป็นไปได้ดี ผลจะเป็นอย่างไร และถ้าเกิดพลาด ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร คือ ต้องตอบโจทย์ และเตรียมคำตอบสำหรับตัวเองไว้เรียบร้อย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น สำเร็จ หรือล้มเหลว จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

    ดังนั้น ที่คุณ วินทร์ บอกว่า ‘at the right place’ + ‘at the right time’ จึงเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องจริง ที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาอย่างยิ่ง เมื่อ ‘โอกาส’ แวะเวียนมา

    แต่ความเก่ง ความสำเร็จ และโอกาส คงไปด้วยกันไม่ได้ดีนัก ถ้าเราไม่มีการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่า ได้ปริญญาแล้วก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตกันทุกคน เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่ได้สอนให้เราออกมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ให้ความรู้ ระดับหนึ่ง ที่แต่ละคนต้องไปต่อยอดเอง

    บางคนเก่งเรียนแต่ในห้อง บางคนไม่ชอบเรียนในห้อง ชอบเรียนเอง อาจจะเป็นคนที่ไม่เรียนเลยในห้อง และเรียนไม่เก่งในห้อง เพราะชอบอ่านหนังสือมากกว่าชอบเรียนในห้อง แต่พอเรียนจบ คนที่ว่านี้กลับประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่เรียนดี เรียนเก่งในห้อง ซึ่งสำหรับคนทั่วไปเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก แต่มีให้เห็นมากมายในสังคมจริงๆ

  ตัวเองเคยสอนหนังสือนักเรียน และนักศึกษามาเยอะ สรุปได้เลยว่า คนที่เรียนเก่งในห้อง ออกมาทำงานกลับไม่ได้เรื่อง ไม่ประสบความสำเร็จนั้น มีไม่น้อยทีเดียว

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2017-9-2 23:21:17 |แสดงทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Preeya เมื่อ 2017-9-2 23:22

สำหรับตัวเองคิดว่า

    คนที่มี ฝีมือ ในการใช้ชีวิต คนๆนั้นควรมีคุณสมบัติ ดังนี้คือ
    ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่คนที่ติดอยู่ในกรอบที่ตัวเองสร้าง เพราะความเคยชิน ไม่ต่างอะไรกับคนที่เรียนเก่ง เก่งแต่ในกรอบของตำราเรียน พอออกมานอกกรอบ หลงทาง หาทางออกไม่ได้
      ต้องเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ แสวงหาความรู้ ชอบลอง ไม่กลัวว่าจะทำผิดพลาด เพราะก่อนจะเก่ง เราต้องเรียนรู้ว่า การทำอะไรที่ผิดพลาดก่อน หรืออะไรใหม่ๆที่เข้ามาท้าทายความสามารถก็ต้องกล้าที่จะลองทำ

  แต่สำหรับคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไอ้นี่ก็ไม่ดี ไอ้นั่นก็ไม่ชอบ เป็นต้น เพราะทำไม่สำเร็จแน่ ไม่ว่าอะไรง่ายหรือยาก
  ต้องมีนิสัยเป็นคนตรงต่อเวลา เพราะถ้าตรงต่อเวลาก็จะทำอะไรด้วยความรับผิดชอบ ไม่มีข้ออ้าง หรือเรื่องมาก คนที่ไม่ตรงต่อเวลา จะมีข้ออ้างและจะติดนิสัยไม่ดีนัก คือ จะหัดเป็นคนพูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอดเวลาผิดนัดคนอื่น ซึ่งจะมีผลตามมาเวลาทำงานไม่ว่าง่ายหรือยาก จะมีข้ออ้างตามมาเสมอ ไม่สู้งาน เพราะไม่เคยชินกับการรับผิดชอบตัวเอง ขนาดนัดคนก็ยังไม่ตรงต่อเวลา เป็นต้น

  ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ต้องรู้จักแยกแยะให้ออกว่า อีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร เพราะทุกคนนิสัยไม่เหมือนกัน ถ้าแยกแยะเป็น เราก็จะได้ปรับตัวกับคนที่นิสัยแตกต่างจากเราได้ ไม่ต้องไปมีเรื่องมีราว เช่น คนที่นิสัยไม่ดี ต่อให้เราปรับตัวด้วยก็แล้ว กลับยิ่งเห็นแก่ตัว ถ้าเราแยกแยะเป็น เราก็รู้จักหลีก หรือเอาตัวเราออกห่าง จะได้ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องไปทะเลาะให้เสียเวลา เป็นตัน

    รู้จักประเมินตัวเองเป็น เช่น อะไรที่ทำไป ดีหรือไม่ดี ที่สำคัญคือ ต้องรู้จักตัวเองว่าตัวเอง เป็นคนอย่างไร เช่น ขี้เกียจ หรือขยัน ชอบทำอะไรง่าย ไม่ชอบทำอะไรยากๆ  ไม่ชอบอะไรที่โลดโผน หรือชอบทำอะไรที่ท้าทาย เป็นคนที่รับความคิดเห็นคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งพวกนี้จะคอยเตือนเราเสมอเวลาเข้าสู่สังคม
   ต้องกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ปิดตัวเอง ด้วยข้ออ้างว่า อายุมากแล้ว ที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ เช่น ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก เป็นต้น

   การเรียนรู้นั้น เราเรียนรู้ได้เสมอ ไม่เกี่ยวกับเรื่อง อายุ เพราะเราเรียนรู้ เพื่อเป็นการแสวงหาความรู้ใส่ตัว เพื่อการเปิดหูเปิดตา ไม่ได้เรียนรู้เพื่อไปสู้กับใคร จะมาอ้างว่า แก่แล้ว เรียนรู้อะไรไม่ได้ แสดงว่า เราปิดประตูตัวเอง

  การเรียนรู้ที่ว่านี้ จึงเป็นการศึกษาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าจะเรียนจบมาแล้วกี่ปีก็ตาม



ต้องขอโทษคุณ วินทร์ ที่เขียนสิ่งที่อยากเขียนเสียยาว หลังจากเกษียณตัวเองมาหลายปี เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นานๆจะได้นั่งคิดถึงเรื่องที่ว่านี้ เป็นการเติมพลังให้ตัวเองอย่างดี ขอขอบคุณอย่างยิ่ง


คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

Archiver|Japanese Is Fun

GMT+7, 2017-10-24 11:10 , Processed in 0.055730 second(s), 10 queries .

Powered by Discuz! X2

© 2001-2011 Comsenz Inc.

TOP